หน้าแรกINSIDE - INSIGHTเมื่อ “เงินเฟ้อต่ำ” กับวิกฤตค่าครองชีพไทย 2569   

เมื่อ “เงินเฟ้อต่ำ” กับวิกฤตค่าครองชีพไทย 2569   

เผยแพร่

spot_img

กลายเป็นกับดัก และทางรอดที่ต้องกล้าผ่าทางตัน

                           สถานการณ์ค่าครองชีพโลกมิได้อยู่ในภาวะเงินเฟ้อพุ่งทะยานดังเช่นอดีต หากแต่ปรับเปลี่ยนเป็น “ภาวะแพงฝังตัว” ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง แม้ตัวเลขเงินเฟ้อของไทยจะถูกรายงานว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยสากล แต่ในเชิงสถิติเปรียบเทียบกับกลุ่มอาเซียนกลับพบความจริงที่น่ากังวลยิ่ง

                        ปัจจุบันค่าครองชีพในเขตเมืองของไทยขยับสูงกว่าเวียดนามราว 15% และมีต้นทุนการเช่าที่พักอาศัยรวมถึงค่าสาธารณูปโภคสูงกว่ามาเลเซียอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ไทยตกอยู่ในสภาวะ “ของถูกในสายตาโลก แต่แพงเกินกำลังซื้อในกระเป๋าคนไทย”

                               ความย้อนแย้งระหว่างตัวเลขสถิติและปากท้องของประชาชนสะท้อนถึง “วิกฤตกำลังซื้อถดถอยเชิงโครงสร้าง” ที่รุนแรงขึ้น ข้อมูลชี้ชัดว่าแม้ไทยจะสามารถบริหารจัดการราคาอาหารสดได้ในระดับหนึ่ง แต่ “รายจ่ายคงที่” เช่น ค่าพลังงานและค่าเดินทาง กลับมีสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับรายได้ขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัย 14 ล้านคน ที่ส่วนใหญ่มีเงินออมไม่สอดคล้องกับอำนาจซื้อที่ลดลงในโลกยุคใหม่ สภาวะนี้ทำให้เบี้ยยังชีพและเงินเก็บตลอดชีวิตถูกกัดกินด้วยต้นทุนการมีชีวิตพื้นฐาน จนแทบไม่เหลือเกราะป้องกันความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคาพลังงานในอนาคต

                               หากสถานการณ์ยังดำเนินไปโดยปราศจากการแก้ไขที่ต้นเหตุ อนาคตของไทยมีแนวโน้มจะกลายเป็นสังคมที่ “รวยกระจุก ยากจนกระจาย และแก่ตัวอย่างโดดเดี่ยว”

                               การที่ค่าครองชีพในกรุงเทพฯ พุ่งสูงกว่ากัวลาลัมเปอร์ในหลายหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค จะส่งผลให้ผู้สูงวัยไทยเข้าสู่ภาวะเปราะบางทางการเงินได้ง่ายกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน ขณะที่ประชากรวัยทำงานต้องแบกรับภาระการดูแลคนสองวัยท่ามกลางเศรษฐกิจที่ซบเซาเนื่องจากกำลังซื้อภายในประเทศหดตัว 

                              นี่คือสัญญาณเตือนภัยที่บ่งบอกว่าความเหลื่อมล้ำจะขยายตัวจนยากจะเยียวยาหากภาครัฐยังคงเน้นเพียงนโยบายเยียวยาระยะสั้น

                             ในมิติของการแก้ไข รัฐบาลจำเป็นต้องยกระดับนโยบายจากเชิงรับสู่เชิงรุกด้วยการใช้มาตรการ “ลดรายจ่ายถาวร” เป็นหัวหอกหลัก สิ่งที่ต้องดำเนินการโดยเร่งด่วนคือการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อมิให้ต้นทุนการผลิตและค่าไฟฟ้ากลายเป็นภาระที่ประชาชนต้องแบกรับฝ่ายเดียว 

                             นอกจากนี้ การสร้างระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพและราคาที่ผู้สูงอายุเข้าถึงได้จริง รวมถึงการขยายสิทธิบัตรทองให้ครอบคลุม “สวัสดิการดูแลระยะยาว” (Long-term Care) จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดรายจ่ายที่มองไม่เห็นแต่หนักหน่วงให้แก่ทุกครัวเรือน ควบคู่ไปกับการลดรายจ่าย

                           รัฐต้องเร่ง “สังคายนาโครงสร้างภาษี” เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลังและลดช่องว่างทางสังคม การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราก้าวหน้าจากผู้ถือครองรายใหญ่เพื่อลดการเก็งกำไร รวมถึงการพิจารณาภาษีมรดกหรือภาษีความมั่งคั่งอย่างจริงจัง จะเป็นแหล่งรายได้สำคัญในการจัดตั้ง “กองทุนบำนาญประชาชน” ที่สอดคล้องกับค่าครองชีพจริงในปัจจุบัน มิใช่เพียงเงินสงเคราะห์ในระดับที่ต่ำกว่าเส้นความยากจนเช่นที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนในการใช้ชีวิตบั้นปลายได้อย่างมีศักดิ์ศรี

                             บทสรุปของวิกฤตค่าครองชีพในปี 2569 มิได้ขึ้นอยู่กับกลไกตลาดที่ควบคุมไม่ได้ แต่ขึ้นอยู่กับ “เจตจำนงทางการเมือง” ว่าผู้บริหารประเทศจะเลือกคุ้มครองกลุ่มทุนผูกขาด หรือจะเลือกสร้างระบบนิเวศการใช้ชีวิตที่เอื้อต่อประชาชนส่วนใหญ่ 

                           ข้อมูลเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านชี้ชัดว่าเรากำลังเสียเปรียบเชิงคุณภาพชีวิตและขีดความสามารถในการแข่งขัน หากมิเร่งผ่าตัดนโยบายเชิงโครงสร้างในวันนี้ คำว่า “อยู่ดีกินดี” ของคนไทย 14 ล้านชีวิตและคนรุ่นต่อไป อาจเป็นเพียงเป้าหมายที่อยู่ไกลเกินเอื้อมอย่างถาวร

2569-04-23  “ชัยทัศน์” 

ข่าวล่าสุด

เรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภาเร่งผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากการมีส่วนร่วมของประชาชน

80 องค์กรประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ประชาชนไทยกา “เห็นชอบ” เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...

คนแก่กับหมาแก่…ในวันที่โลกทั้งใบ “ดับสัญญาณ”

เมื่อโลกดับสัญญาณ… คนแก่คือไฟดวงสุดท้าย ชายชราคนหนึ่งถูกไล่ออกจากงาน หลังทำงานดูแลโรงเรียนมานาน 42 ปี เหตุผลสั้นๆคือ “ตอนนี้มีเครื่องอัตโนมัติแล้ว เราไม่มีงบจ่ายบำนาญ”

ข่าวอื่นๆ

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

แบตเตอรี่ลิเธียมล้นเมือง  ความท้าทายใหม่ที่รัฐต้องเร่งจัดการ

จากเหตุการณ์ระทึกขวัญของข่าวรถขนส่งแบตเตอรี่บนทางด่วนบูรพาวิถีเกืดเหตุระเบิด เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างความตระหนกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ยังเป็น "กรณีศึกษา" สำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบโลจิสติกส์ขยะอันตรายในประเทศไทย

ความสัมพันธ์ 170 ปี “ไทย-ฝรั่งเศส”   “การทูตเชิงรุก”ต้องดับฝัน กัมพูชา-ใช้ปารีสเคลมพรมแดน

ยุทธศาสตร์การทูตครั้งนี้คือ "ปฏิบัติการเชิงรุก" เพื่อนำข้อเท็จจริงปมพรมแดนและพื้นที่ทับซ้อน (OCA) ไปแสดงต่อประธานาธิบดี เอมานูเอล มาครง