หน้าแรกข่าว Short Newsเครื่องบินขับไล่ Gripen โมเดล A, รัฐบาลสวีเดนมอบให้พิพิธภัณฑ์เป็นที่ระลึก 100 ปีกองทัพอากาศ

เครื่องบินขับไล่ Gripen โมเดล A, รัฐบาลสวีเดนมอบให้พิพิธภัณฑ์เป็นที่ระลึก 100 ปีกองทัพอากาศ

เผยแพร่

spot_img

แม้ก่อนควันปืนจากสงครามโลกครั้งที่สองจะจางหาย สงครามที่คร่าชีวิตคนอย่างโหดเหี้ยมหลายล้านคนก็กระตุกต่อมมโนธรรมของผู้นำประเทศทั่วโลกว่า มนุษยชาติควรหากลไกจัดการเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐชาติ เพื่อไม่ให้ลุกลามเป็นการทำลายล้างในระดับนี้อีก

ความเห็นพ้องต้องกันครั้งนี้ก่อเกิดเป็นอนุสัญญาเจนีวา 1949 รากฐานสำคัญของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งอย่างหลังระบุในมาตรา 2(4) ว่า “ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐสมาชิกทั้งปวงจักต้องละเว้นการคุกคาม หรือการใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งอาณาเขต หรือเอกราชทางการเมืองของรัฐใดๆ หรือการกระทำในลักษณะการอื่นใดที่ไม่สอดคล้องกับความมุ่งหมายของสหประชาชาติ” ยกเว้นว่าเป็นการใช้กำลังเพื่อป้องกันตัวเอง ตามหลักจารีตประเพณีหรือมาตรการรักษาสันติภาพร่วมกัน อันเป็นบทบาทของ “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ” (United Nations Security Council: UNSC) 

บทบาทและการทำงานของ UNSC อาจเป็นเรื่องไกลตัวคนไทย จนเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เมื่อกัมพูชาส่งจดหมายด่วนขอ UNSC นัดประชุมด่วน กล่าวหาว่าไทย “โจมตีกัมพูชาก่อนโดยปราศจากการยั่วยุและมีการวางแผนล่วงหน้า” ส่วนไทยก็ตอบโต้ว่า กองทัพกัมพูชาต่างหากที่เปิดฉากเริ่มใช้กำลังก่อน ซึ่งนอกจากจะละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติแล้วยังละเมิดอนุสัญญาเจนีวาอีกด้วย เพราะเล็งเป้าพลเรือนรวมถึงโรงพยาบาล ส่งผลให้ผู้บริสุทธิ์ล้มตาย อีกทั้งยังละเมิดอนุสัญญาออตตาวาด้วยการวางทุ่นระเบิดใหม่ในเขตไทย

ผลการประชุม UNSC ประเด็นนี้ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 ไม่มีมติอย่างเป็นทางการ แต่สมาชิก UNSC เห็นพ้องหลักการว่า ให้คู่พิพาททั้งสองฝ่ายยับยั้งชั่งใจ หยุดยิง ใช้กลไกสันติวิธี, สนับสนุนบทบาทของอาเซียนในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และเห็นว่าสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นที่จะคุกคามสันติภาพของโลก

ข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชารอบนี้ปะทุขึ้นเป็นความขัดแย้งติดอาวุธ ส่งผลให้ทหารและพลเรือนบาดเจ็บล้มตาย กองกำลังกัมพูชายิงจรวดเข้ามาถล่มปั๊มน้ำมัน โรงพยาบาล และอาคารบ้านเรือนที่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร ฝั่งไทยก็ตอบโต้ด้วยการส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 และ Gripen เข้าไปทิ้งระเบิด หรือที่ชาวเน็ตเรียกกันติดปากว่า “ทิ้งไข่” 

วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เป็นครั้งแรกที่คนไทยจำนวนมากได้เห็นแสนยานุภาพของ Saab JAS 39 Gripen เครื่องบินรบล้ำยุคจากสวีเดน ซึ่งกองทัพอากาศไทยมีประจำการ 12 ลำ อยู่ที่ฝูง 701 กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี 

ชาวโลกก็ฮือฮาตามไปด้วยเนื่องจากปฏิบัติการนี้เป็นครั้งแรกที่ Gripen ถูกใช้ในการรบเป็นครั้งแรกของโลก

ต่อมาเมื่อวันที่ 5 เดือนสิงหาคม 2568 คณะรัฐมนตรีอนุมัติการจัดซื้อ Gripen รุ่นล่าสุดคือ E/F อีก 4 ลำ วงเงิน 1.95 หมื่นล้านบาท เพื่อทดแทน F-16 ซึ่งบรรจุประจำการมานานกว่า 37 ปี

Gripen รุ่น E/F พัฒนาต่อยอดมาจากรุ่น C/D ที่เหินฟ้าไป “ทิ้งไข่” ในกัมพูชา มาพร้อมกับระบบเรดาห์และเซนเซอร์ที่ทันสมัย บินได้ไกลกว่า 1,500 กิโลเมตร ด้วยความเร็วกว่า 2,450 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถเชื่อมต่อข้อมูลแบบเรียลไทม์ รองรับขีปนาวุธยิงไกล หน้าจอบินกว้าง นอกจากนี้ยังมีต้นทุนในการบินต่ำ โดยมีค่าใช้จ่ายในการบินเพียง 160,000 บาทต่อชั่วโมง บำรุงรักษาง่าย ใช้รันเวย์ในการขึ้นบินเพียง 400 เมตร และร่อนลง 600 เมตร 

อย่างไรก็ดี สำหรับประเทศไม่ใช่มหาอำนาจอย่างไทยที่ต้องหาทางคลี่คลายความขัดแย้งชายแดนด้วยสันติวิธี เพราะไม่มีทางย้ายหนีประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะมีผู้นำเผด็จการบ้าอำนาจเพียงใด โดยเฉพาะในเมื่อเพื่อนบ้านที่พิพาทกันอย่างกัมพูชานั้นไม่มีเครื่องบินรบสักเครื่องเดียว – สมรรถนะในการโจมตีของ Gripen ไม่สำคัญเท่ากับสมรรถนะที่จะทำตาม “กฎการปะทะ” หรือ Rules of Engagement (ROE) 

กฎการปะทะหมายถึงคำสั่งหรือแนวทางกำกับวิธีที่กำลังทหารสามารถใช้กำลัง หรือดำเนินการที่อาจถูกมองว่าเป็นการยั่วยุได้ กฎการปะทะขาดไม่ได้ในการกำหนดขอบเขตและเงื่อนไขที่จะใช้กำลังได้อย่างชอบธรรมและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ 

พูดเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ Gripen ต้องสามารถปฏิบัติภารกิจเฉพาะเท่าที่จำเป็นและได้ส่วนกับภัยคุกคาม โจมตีเป้าหมายทางทหารอย่างแม่นยำ เพื่อสร้างความชอบธรรมอย่างชัดเจนในสายตาชาวโลกว่า ไทยเพียงแต่ “ป้องกันตนเอง” ตามข้อยกเว้นการใช้กำลังในกฎบัตรสหประชาชาติ

ซึ่งก็โชคดีที่ความล้ำยุคของ Gripen ทำให้ทำตามกฎการปะทะได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่เรดาร์ ES-05 Raven AESA ที่ให้ความสามารถในการตรวจจับและติดตามเป้าหมายได้แม่นยำ รองรับการระบุประเภทอากาศยาน, ระบบ IFF (Identification Friend or Foe) ช่วยแยกแยะเพื่อนกับศัตรูได้อย่างชัดเจน และเซ็นเซอร์อินฟราเรด IRST สำหรับการตรวจจับแบบ passive ลดความเสี่ยงในการถูกตรวจพบ

ในด้านความสามารถในการควบคุมอาวุธ Gripen มีระบบควบคุมไฟที่ซับซ้อน ช่วยให้นักบินสามารถเลือกใช้อาวุธที่เหมาะสมตามกฎการปะทะ และสามารถรองรับอาวุธหลากหลายประเภท ตั้งแต่จรวดอากาศสู่อากาศ กระสุนปืนใหญ่ ไปจนถึงระเบิดที่มีความแม่นยำสูง 

ความคล่องตัวสูงของ Gripen ทำให้สามารถเข้า-ออกจากพื้นที่ปฏิบัติการได้รวดเร็ว ระบบนำร่องที่ทันสมัยช่วยให้ปฏิบัติตามเส้นทางและเขตห้ามบินได้อย่างแม่นยำ รวมถึงยังมีความสามารถในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเครื่องบินและระบบป้องกันภัยอื่นๆ

Gripen ทุกลำมาพร้อมกับ EWS39 ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้งมาจากโรงงาน ระบบนี้ช่วยตรวจจับ วิเคราะห์ และตอบสนองต่อภัยคุกคามทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การแจมมิ่งรบกวนสัญญาณ สามารถเพิ่มเติมอุปกรณ์ใหม่ อัพเดทซอฟต์แวร์ ดาวน์โหลดข้อมูลมาเพื่อวิเคราะห์และอัพเดทแฟ้มภัยคุกคาม (threat library) อัพโหลดกลับเข้าไปใน Gripen ได้ ทำให้เครื่องบินขับไล่นี้ “ฉลาด” ขึ้นเรื่อยๆ รู้จักอุปกรณ์ก่อกวนของศัตรูและรับมือกับมันได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สมรรถนะเหล่านี้ทำให้ Gripen สามารถปฏิบัติตามกฎการปะทะที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นภารกิจสกัดกั้น การป้องกันน่านฟ้า หรือการสนับสนุนภาคพื้นดิน และพร้อมปรับบทบาททันทีที่สถานการณ์เปลี่ยน

Gripen รุ่นแรกของโลกคือรุ่น A จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติ กรุงเทพฯ ลำนี้รัฐบาลสวีเดนมอบให้พิพิธภัณฑ์เป็นที่ระลึก ในโอกาสครบรอบ 100 ปี บุพการีทหารอากาศ ปี พ.ศ. 2555

นอกเหนือจาก “พระเอก” ล่าสุดในกองทัพอากาศไทย พิพิธภัณฑ์นี้ยังมีเครื่องบินจริงและเครื่องบินจำลองที่น่าสนใจอีกจำนวนมาก โดยนำเสนอประวัติศาสตร์ด้านการบินของไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2453 เมื่อนักบินชาวเบลเยี่ยมนำเครื่องบินมาแสดงการบินให้ชาวไทยได้ชมเป็นครั้งแรก ในสมัยรัชกาลที่ 6

นิทรรศการที่น่าสนใจมีมากมาย อาทิ เครื่องบินจริงสองลำที่ผ่านสมรภูมิการรบในกรณีพิพาท อินโดจีน-ฝรั่งเศส นั่นคือ เครื่องบินขับไล่แบบที่ 10 (HAWK III) และเครื่องบินโจมตีแบบที่ 1 (Corsair) ซึ่งปัจจุบันเครื่องบินทั้งสองแบบมีเหลือเพียงเครื่องเดียวในโลกเท่านั้น 

น่าสะท้อนใจไม่น้อยที่ Gripen เหินฟ้าปฏิบัติภารกิจเหนือน่านฟ้ากัมพูชาในปี พ.ศ. 2568 น่านฟ้าเดียวกันกับกรณีพิพาท อินโดจีน-ฝรั่งเศส (ซึ่งต่างชาติเรียกว่า สงครามฝรั่งเศส-ไทย) อันเป็นสมรภูมิทางอากาศครั้งแรกของกองทัพอากาศไทย ปี พ.ศ. 2483 – 2484 

ผ่านมา 85 ปี ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา หวนคืนมาเป็นการสู้รบอีกครั้ง เครื่องบินรบของกองทัพอากาศร่วมปฏิบัติภารกิจป้องกันอธิปไตยอีกรอบ

ท่ามกลางกระแส “คลั่งชาติ” ของคนไทยจำนวนไม่น้อยที่โกรธแค้นกับเฟคนิวส์ ความถ่อยเถื่อนและกลับกลอกของฮุนเซน ผู้นำเผด็จการกัมพูชา เสียงชื่นชมสมรรถนะทางทหารของ Gripen หลายเสียงเชียร์ให้ไป “ทิ้งไข่” ถึงกรุงพนมเปญ ทำลายที่มั่นฮุนเซนให้ราบ ฯลฯ

กระแสนี้อาจเป็นการชดเชยความรู้สึกในเบื้องลึกของจิตใจคนไทยจำนวนมากว่า ประเทศกำลังอ่อนแอไร้ทิศทาง รัฐบาลก็ดูไม่น่าไว้วางใจ หันไปทางไหนก็ไม่เห็นมีสถาบันอะไรเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจได้ ในสถานการณ์เช่นนี้ อาจมีเพียงการปะทะกับกัมพูชาที่พอจะหลอมรวมจิตใจคนไทยให้เป็นปึกแผ่น ยึดมั่นใน “ชาติ” ได้ เพราะมี “ศัตรูของชาติ” ที่เป็นภัยคุกคามชัดเจน

ในภาวะเช่นนี้ อาจเป็นการยากที่จะเตือนสติกันว่า การใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยอย่าง Gripen ในทางที่สอดคล้องกับกฎการปะทะ สอดรับกับข้อตกลงระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศนั้น สำคัญยิ่งกว่าการเชียร์ให้ใช้สิ่งเหล่านี้เข่นฆ่าศัตรูให้ราบเป็นหน้ากลอง

เพราะยุทโธปกรณ์อย่าง Gripen ในโลกวันนี้ สำหรับประเทศอย่างไทย ควรเป็นส่วนหนึ่งของการแผ้วถางเส้นทางสู่สันติภาพ มิใช่เส้นทางสู่สงครามไม่รู้จบ.

ข้อมูลเพิ่มเติม: คู่มือกฎการใช้กำลัง (Rules of Engagement Handbook) (ฉบับแปลไทย)  https://iihl.org/wp-content/uploads/2022/12/RoE-Handbook-Thai.pdf

ข่าวล่าสุด

จาก “รอง ฯ จะเลื่อยขาผู้ว่า ฯ” กระฉ่อนโซเชียล

ถอดรหัสลับ..บริหารความขัดแย้งเชิงโครงสร้างมหาดไทย มวยล้มต้มคนดูหรือ..ศิลปะการบาลานซ์อำนาจระดับผู้นำ ?

ครม.ไฟเขึยว  คุ้มครองผู้บริโภค ซื้อออนไลน์คืนสินค้าได้

ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า ยกระดับสิทธิผู้ซื้อ กำหนดมาตรฐานการรับผิดชอบผู้ขายชัดเจนขึ้น (16 มิถุนายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. .......

เตือนภัย พลิกโลก  เอลนีโญมาแล้ว !

ปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" ได้ก่อตัวขึ้นแล้วในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน โดยแบบจำลองสภาพภูมิอากาศชี้ชัดว่า มีแนวโน้มทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 และอาจกลายเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในรอบ 70 ปี

เหมือนเกมไต่ลวดสลิงเมืองคาซาน

การเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ ระหว่างวันที่ 16-19 มิถุนายน 2569 ณ เมืองคาซาน กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีการเฉลิมฉลองครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย

ข่าวอื่นๆ

สถานการณ์ทางการเมือง ของ ไทย ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา 6-13 มิ.ย. 69 

​ ความเคลื่อนไหวระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคง ​เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และดรามาในโลกออนไลน์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-จีน-กัมพูชา หลังจากมีกระแสข่าวกรณีที่ทางการจีนส่งมอบยุทโธปกรณ์ (อาวุธและรถถัง) ให้แก่ประเทศกัมพูชา ซึ่งทำให้เกิดคำถามในหมู่ประชาชนถึงความขัดแย้งเชิงพื้นที่และดุลยภาพทางทหารในภูมิภาค ​เรื่องนี้ทำให้ฝ่ายความมั่นคงและอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูง เช่น นายนันทิวัฒน์ สามารถ (อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ) ออกมาแสดงทัศนะเตือนสติว่าไทยต้องเน้นการ "ยืนบนขาตัวเอง" และสร้างความมั่นคงภายใน โดยไม่พึ่งพิงหรือคาดหวังจากมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนเกินไป ​ขณะเดียวกัน...

สรุปข่าวทั่วไปวันที่ 17 เมษายน 2569

รายงานค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) สูงสุดรายวันในพื้นที่กรุงเทพฯ พบว่า วันนี้ (17 เม.ย. 69) ค่าดัชนีความร้อนสูงสุด อยู่ในระดับ “อันตราย”

พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต จะเปิดให้ประชาชนเข้าชมเป็นครั้งแรกหลังจากใช้เวลาสร้างกว่า 10 ปี

พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต จะเปิดให้ประชาชนเข้าชมเป็นครั้งแรกหลังจากใช้เวลาสร้างกว่า 10 ปี ด้วยเงินลงทุนส่วนตัวกว่า 130 ล้านบาท จัดแสดงผลงานศิลปะของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ปรมาจารย์ภาพพอร์เทรตของไทย