หน้าแรกเรื่องสั้นเรื่องสั้น  “ป่าล่า….วิญญญาณ”

เรื่องสั้น  “ป่าล่า….วิญญญาณ”

เผยแพร่

spot_img

 หนุ่มใหญ่ก้าวระวังฝีเท้าบนพื้นป่าที่ชื้นแฉะและลื่นไหลราวกับพื้นดินมีชีวิต …..!

                                ใบไม้หนาที่ยื่นลงจากต้นไม้สูงใหญ่บดบังแสงแดดยามบ่ายให้เหลือเพียงลำแสงจางๆ ที่สั่นไหวราวเงาผีหลอก เป้สะพายหลังหนักอึ้งกดไหล่เขา เหงื่อไหลลงคอผสมกับความรู้สึกอึดอัดที่แผ่ซ่านโดยไม่มีเหตุผล 

                                เขาหยุดชะงักเมื่อเจอกับลำธารเล็กๆ ที่น้ำไหลช้าๆ ราวกระซิบคำสาป แต่สิ่งที่ทำให้ขนลุกซู่คือหมอกสีขาวขุ่นที่ลอยตัวต่ำเหนือพื้น 

                                มันหมุนวนช้าๆ ราวกับหายใจเข้าออก กลิ่นคาวดินชื้นผสมเลือดเก่าแก่ลอยโชยมา ราวกับหมอกนี้ซ่อนความตายไว้ภายใน

                              “หมอกตอนบ่าย? …

นี่มันอะไรกัน…”

 เขาพึมพำ เสียงตัวเองสั่นโดยไม่ตั้งใจ

                               ตะโกนหาคณะที่เข้าป่าด้วยกันจนคอแหบแห้ง…

                               เสียงของเขาสะท้อนกลับ  และยังมีเสียงประหลาดกึกก้องรอบทิศตามมาสมทบจนน่ากลัว

                               เหลียวมองไปรอบ ๆ ไม่มีใคร….กลับหวีดหวิวจนแสบแก้วหู….แล้วค่อย ๆ หยุดหาย

                               เขารีบหันกลับหมุนรอบตัวหาที่กำบัง กระโดดหลบหลังต้นไม้ใหญ่ข้างหน้า ใจระทึก

             หรือว่า… เขากำลังเผชิญกับหายนะของป่าที่มีสัตว์ดุร้ายทั้งภูติผีปีศาจจ้าวป่าตามคำร่ำลือ

                                  มือลูบมีดพกประจำตัวที่เอวเพื่อหาความมั่นใจ แต่หัวใจเต้นรัวราวกลองศึก 

                                  ค่อย ๆ ลุกขึ้น มองรอบตัวเหมือนถูกห่อหุ้มด้วยกลุ่มควัน

                                  ก้าวเข้าไปในหมอกหนาอย่างช้า ๆ 

                                 ความเย็นยะเยือกซึมผ่านผิวหนังราวเข็มน้ำแข็งทิ่มแทงลึกถึงกระดูก ความมืดกลืนกินสายตาเขาในชั่วพริบตา 

                                เสียงกระซิบแปลกๆ ดังในหู ราวเสียงวิญญาณร้องครวญ แล้วทุกอย่างพลิกผัน แสงแดดหายวับ ต้นไม้รอบตัวสูงเสียดฟ้า ใบกว้างราวกรงเล็บยักษ์ที่พร้อมฉีกเนื้อ 

                               เสียงร้องของนกแหลมแปลกประหลาดดังจากที่ไกลๆ ราวคำสาปที่สะท้อนก้อง 

                              เขาหันหลังกลับทันที แต่หมอกหายไปแล้ว มีเพียงป่าที่หิวโหยและมืดมิด 

           นี่ไม่ใช่ป่าที่เขาเคยรู้จัก….!

                              ทันใดนั้น เสียงฝีเท้ากระทบพื้นดังใกล้เข้ามา รุนแรงราวหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ  

                              เขาหมุนตัว เห็นร่างสามคนในชุดเกราะหนังหยาบ ถือดาบยาวที่ส่องแสงวาววับภายใต้แสงเงามืด 

                             ใบหน้าพวกเขาคร่ำคร่า บิดเบี้ยวราวหน้ากากผีสิง รอยแผลเต็มไปด้วยโคลนและเลือดสดๆ ที่ยังหยดติ๋ง

                            “เจ้ามาทำอะไรในที่ของเรา!” 

                             ชายคนหนึ่งคำราม ด้วยสำเนียงที่เก่าแก่และชวนขนลุก ราวหลุดจากหลุมศพ 

                              ยกมือขึ้น แต่หัวใจเต้นรัวราวจะทะลักอก เขารู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่แค่ป่าธรรมดา แต่มันคืออดีตโบราณนานมากที่หิวกระหายเลือดเหมือนเคยเห็นในจอภาพยนต์

                             เขายืนนิ่ง หัวใจเต้นรัวราวถูกบีบเค้นขณะจ้องสามนักรบในชุดเกราะหนังหยาบที่ชุ่มเลือดเก่า ใบดาบในมือพวกเขาสะท้อนแสงเงามืดราวฟันเขี้ยวที่หิวโหย 

                              คนยืนหน้า..ยื่นปลายดาบมาทางเขาต้องถอยกรูดจนล้ม….

            ใบมีดดดาบพลิกกลับไปมากระทบแสงวาววับ สว่างวาบน่ากลัว

                             ดวงตาของชายหน้าแดงก่ำด้วยความดุร้าย

            “เจ้ามิใช่คนของเรา! เจ้าคือปีศาจ!” 

                             เสียงคำราม สำเนียงเก่าแก่แต่แหลมคมราวมีดกรีดกระดูก 

              เขายกมือทั้งสองขึ้นเหนือหัวคารวะด้วยความกลัว

                           “ผมแค่หลงทาง!” 

              แต่คำพูดของเขายั่วโทสะ ชายคนหนึ่งยื่นดาบพุ่งมา รวดเร็วเหมือนจักรผัน ดาบสลักลายหัวกระโหลกกระทบแสงใกล้ใบหน้า  แล้วเหวี่ยงลงด้วยแรงมหาศาล  

              เขาหลบวูบลงพื้น โคลนกระเด็นเปื้อนหน้า กลิ่นคาวเลือดผสมดินชื้นทำให้คลื่นไส้

                            เขาดึงมีดพกประจำตัวติดเอวมาถือ แต่มันเล็กจิ๋วราวของเล่นเมื่อเทียบกับดาบยาวที่ฟันซ้ำลงมาอีกครั้ง   กลิ้งตัวหลบ การโจมตีครั้งที่สองกรีดเสื้อเขาและท้องแขนเป็นแผลยาว เลือดกระเซ็นแล้วพุ่งออกมา  สะดุดล้มใกล้กองไฟร้าง

                            นักรบโบราณอีกคนกระโจนเข้ามา ดาบในมือฟันลงรุนแรงด้วยความโหดเหี้ยม แล้วพลาดสะดุดรากไม้ ดาบหลุดจากมือนักรบกระเด็นลงพื้น 

                            เขาไม่รอช้า รีบคว้ามันด้วยสัญชาตญาณ ใบดาบสลักลายวิจิตรและภาพหัวกระโหลก คมกริบราวเพิ่งหลอม     เขายกมันป้องกันจากนักรบอีกคนที่ย่องมาด้านหลัง  โลหะกระทบกันดังสนั่น ประกายไฟกระเด็นราวดวงตาผี

                           คราวนี้  สองมือเขายกดาบหนักอึ้ง ตอบโต้ด้วยแรงสิ้นหวัง 

                          แต่..มันเหมือนปาฏิหาริย์ นักรบล้มลงครวญคราง เลือดพุ่งกระเซ็นเปื้อนหน้าเขา

                        “จับมัน! ปีศาจต้องตาย!”   

เสียงดันมาจากหัวหน้านักรบโบราณ

                          อีกสองคนคำรามราวสัตว์ป่า ถอยหลังชั่วครู่แต่ไม่ยอมแพ้ พวกมันไล่ตาม เขาวิ่งสุดแรงฝ่าพุ่มไม้หนาที่ยื่นขวางราวกรงเล็บที่ฉีกเนื้อเขาทุกย่างก้าว

                          เสียงดาบฟันอากาศดังวี๊ดใกล้หู รากไม้ทำให้เขาล้มกลิ้งลงเนิน เลือดและเหงื่อไหลเข้าตา จนพร่ามัว ป่ากลืนกินทุกอย่างราวปากยักษ์ 

                          นักรบโบราณหลายคนชูดาบคมวาว วิ่งไล่ตามฝ่าดงต้นไม้ครึ้มหนามาเป็นสาย

                          เขาวิ่งไปข้างหน้าอย่างไร้ทิศทางเพียงให้พ้นการติดตาม

                          ปวดร้าวบาดแผลที่แขนและแผ่นหลัง

                เสียบเท้าย่ำไปพื้น เสียงร้องไล่ติดตามเข้ามาใกล้

                         แต่แล้วหมอกขุ่นปรากฏขึ้นอีกครั้ง ลอยต่ำราวคำเชิญสู่ความตาย กระโจนฝ่ามันไป ความเย็นทิ่มแทงร่างกายเขาราวถูกฉีกเป็นเสี่ยง ก่อนที่โลกจะพลิกกลับ

                       เสียงร้องกึกก้องเมื่อสักพักลดน้อยถอยไปจนเหมือนเสียงแว่วที่อยู่ไกลห่าง

                       เขาหยุดกลางป่าโปร่ง  ความกลัวยังเกาะกินล้ำลึกขยับตัวเดินไร้ทิศทางด้วยความปวดร้าว   เหลียวซ้ายแลขวาเห็นป่าที่คุ้นเคยอยู่รอบข้าง 

                       ทันใดสดุดรากไม้ล้มลง เพิ่มความเจ็บปวด

                       ชันกายจะลุกขึ้นกลับล้มลงเหยียดยาวราวป่าอีกครั้งด้วยความเจ็บปวด

                       สดุ้งสุดตัวเมื่อนึกถึงหน้านักรบโบราณที่บัดนี้อันตรธานไปหมดแล้ว

                       แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านใบไม้ธรรมดา แต่ร่างกายของเขายังสั่นสะท้าน เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง โคลนและเลือดเปรอะเต็มตัว 

                       รอยแผลจากใบไม้และการต่อสู้ปวดแสบราวถูกกรีดซ้ำ ลมหายใจร้อนผ่าวจนปอดแทบฉีก ภาพของป่าที่ยิ่งใหญ่เกินจริงยังติดตา ใบไม้ราวกรงเล็บ เสียงคำรามจากเงามืด

                      ทันใดนั้น หมอกขุ่นปรากฏขึ้นอีกครั้ง ลอยต่ำราวมีชีวิต  เขาคิดอย่กกระโจนฝ่ามันไป ความเย็นฉับพลันซัดร่างเขาเหมือนตกน้ำแข็ง 

                        มีแสงสว่างวูบวาบและปดคลุมด้วยหมอกหนาจนต้องหลับตา  เสียงดังกึกก้องเหมือนฟ้าคำราม

                        เสียงผ่อนลง หมอกจางลง

                       เขาลืมตาเห็นป่าที่คุ้นเคย  ดีใจสุดขีด   อยากวิ่งออกไปอย่างไร้จุดหมาย แม้ร่างกายยังเจ็บปวดราวถูกฉีกทิ้ง จนล้มลงนอนหอบข้างลำธาร ใบหน้าซีดเผือด หมดแรง สติจางลง ความมืดกลืนกินทุกอย่าง

                       สามวันผ่านไป  ทั้งคณะนักเดินป่า  ชาวบ้านนับสิบ ทีมกู้ภัย และคนจากหมู่บ้านใกล้เคียงบุกป่าเพื่อตามหาเขา แสงไฟฉายสาดส่องในยามค่ำ 

                       เขานอนหมดสติใกล้ลำธาร ใบหน้าเต็มไปด้วยโคลนและรอยขีดข่วน เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งราวผ่านศึกสงคราม รอยฟกช้ำและเลือดแห้งกรังบนร่าง

                     “ แกยังมีชีวิต!” 

หัวหน้าทีมกู้ภัยตะโกน  เขาค่อย ๆ ขยับตัว เผยอเปลอกตา สายตาพลันหวาดกลัวราวเห็นผี  ขยับจะหนีเหมือนนักรบกำลังจะติดตามมาอีก

                    “เกิดอะไรขึ้น..แกหายไปไหนมา?”

 ชายชราจากหมู่บ้านหน้าตาตื่นตระหนก

                      เขาหอบหายใจด้วยความเจ็บปวด เสียงสั่นเครือ เหมือนนึกถึงความหลัง

                    “ผม… ผมหลุดไปยุคโบราณที่เขายังฟันดาบกันอยู่

ต้องสู้กับนักรบ กว่าจะหนีรอดมาได้“

                            เสียงหัวเราะดังระงม ทั้งเมินหน้าเหมือนระอาเต็มที

                  “ยุคโบราณ ?”

                          “ยุคดาบหรือ …แกเพ้ออะไร!” 

             “ป่านี้ มีแต่เสือที่คร่าวิญญาณ“

                          “มันอาจกลัวจนเสียสติ”

             “มันเป็นใข้ป่า เร็วเข้า ส่งโรงหมอ”

หลายคนกุลีกุจอเข้ามา แล้วช้อนร่างที่เปื้อนโคลนและเลือดเปรอะเปื้อนทั้งเสื้อผ้าและร่างกาย

                     เลือดยังซืมจนไหลย้อยจากแผลที่แขน

                     ร่างเคราะห์ร้ายกรอกตาไปมาอยากพูดก่อนสลบ   เหมือด เสียงเล็ดรอดโอดโอยเมื่อจับตัวเขยื้อน

                    หลายคนช่วยกันพลิกตัวกลับ   เลือดเกรอะกรังแขน

แล้วต่างชงักถอยกรูด

                   เบิ่งตาโตจ้องมือเขายังกำดาบเหล็กโบราณลวดลายหัวกะโหลก..!

ข่าวล่าสุด

“ผักกาดขาว”…อาบฟอร์มาลดีไฮด์

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 27 สิงหาคม 2569 จากคลิปไวรัลในจีน สู่คำถามใหญ่เรื่องความปลอดภัยอาหารข้ามพรมแดน                             เมื่อสารเคมีต้องห้ามถูกนำมาใช้ยืดอายุผัก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “กินแล้วอันตรายหรือไม่” แต่คือระบบตรวจสอบสามารถสกัดความเสี่ยงได้ก่อนถึงจานอาหารหรือไม่                             กรณีการใช้สารละลายฟอร์มาลดีไฮด์กับผักกาดขาวในมณฑลเหอเป่ยของจีน กลายเป็นประเด็นความปลอดภัยอาหารที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง หลังมีการเผยแพร่คลิปแสดงภาพการนำผักกาดขาวไปจุ่มสารละลายก่อนขนส่งเพื่อรักษาความสด เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่ากำลังเกิดการกระทำดังกล่าวและมีการดำเนินการตามกฎหมาย...

“ใข่ไก่”..แพง… แซงหน้า “นำ้มัน”   วิกฤตปากท้องชนกำแพงอำนาจ

ล่าสุดเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่งปรับราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มจาก 3.80 บาท เป็น 4.00 บาทต่อฟอง มีผลตั้งแต่ 7 สิงหาคม 2569 ขณะที่ข้อมูลราคาขายปลีกที่อัปเดต 24 สิงหาคม พบว่าไข่เบอร์ 4 อยู่ราว 4.05 บาท และเบอร์ 3 ราว 4.35 บาทต่อฟอง

สะโตรก-“ภัยเงียบ” จากแรงขับ “หวาน-มัน-เค็ม”

ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่เกิดขึ้นราว 1.5 แสน ถึง 250,000 รายต่อปี และคร่าชีวิตคนไทยสูงเป็นอันดับต้นๆ รองจากมะเร็งและโรคหัวใจตามบริบทปีนั้นๆ โดยมีผู้เสียชีวิตราว 30,000 - 50,000 คนต่อปี

 เรื่องสั้น   “คืน…ฝนตก”  | “ชัยทัศน์”

เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มก่อนจะสำลักไอเสียออกมาเป็นจังหวะสุดท้ายแล้วดับสนิทลง ท่ามกลางเสียงคำรามของท้องฟ้ากัมปนาททั่วหุบเขา “เอก” ทุบพวงมาลัยด้วยความโมโห เข็มความร้อนของรถคันเก่งพุ่งสูงจนมิดเกจ์แดงฉานเหมือนคำเตือนจากนรก

ข่าวอื่นๆ

 เรื่องสั้น   “คืน…ฝนตก”  | “ชัยทัศน์”

เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มก่อนจะสำลักไอเสียออกมาเป็นจังหวะสุดท้ายแล้วดับสนิทลง ท่ามกลางเสียงคำรามของท้องฟ้ากัมปนาททั่วหุบเขา “เอก” ทุบพวงมาลัยด้วยความโมโห เข็มความร้อนของรถคันเก่งพุ่งสูงจนมิดเกจ์แดงฉานเหมือนคำเตือนจากนรก

เรื่องสั้น  “ตามล่า..มาเฟีย” |  “ชัยทัศน์”

เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสัตว์ร้ายที่กำลังซุ่มเงียบในป่าคอนกรีตที่เต็มไปด้วยกิเลส ภารกิจขุดรากถอนโคนแก๊งยาเสพติดข้ามชาติที่ชื่อว่า "โทนี่" ลากยาวมาหลายเดือน ข้อมูลเดียวที่เขามีคือมันร่อนเร่ไปตามแหล่งบันเทิง และมี "นกต่อ" เป็นสาวสวยคอยกรองลูกค้าชั้นดี มันคือ “มาเฟีย..” ที่เขาต้องขจัดให้ได้

เรื่องสั้น   “ศิลาเทวาลัย”| ชัยทัศน์

“มันต้องเป็นของผม” เสียงนั้นไม่ได้ออกจากปาก แต่มันก้องสะท้อนอยู่ในกะโหลกศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับเข็มนาฬิกาที่เดินอยู่ในห้องที่เงียบสงัด “ศิลาเทวาลัย”