หน้าแรกเศรษฐกิจ การเงินThe AI Layoff Trap หรือ กับดักการปลดพนักงานด้วย AI

The AI Layoff Trap หรือ กับดักการปลดพนักงานด้วย AI

เผยแพร่

spot_img

ผมเพิ่งได้อ่านงานวิจัยเขย่าโลกอีกอันที่ส่งตีพิมพ์เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2026 ภายใต้ชื่อ “The AI Layoff Trap” หรือ “กับดักการปลดพนักงานด้วย AI” กำลังสั่นสะเทือนวงการเศรษฐศาสตร์ นักวิจัยจาก UPenn และ Boston University ซึ่งประกอบไปด้วย Brett Hemenway Falk และ Gerry Tsoukalas ได้ใช้คณิตศาสตร์มาพิสูจน์ความจริงที่น่าขนลุก พวกเขาค้นพบว่าบริษัทที่กำลังนำ AI มาแทนที่มนุษย์นั้น แท้จริงแล้วกำลังผลักดันระบบเศรษฐกิจไปสู่ความพินาศ 

🥲 ไล่พนักงานออก เท่ากับไล่ลูกค้าทิ้ง

งานนี้เริ่มต้นจากเล่าว่า กลไกความพังทลายนี้เริ่มต้นจากตรรกะพื้นฐานที่ว่า ทุกครั้งที่บริษัทปลดพนักงานเพื่อหันไปใช้ AI พวกเขากำลังทำลาย “ลูกค้า” ของตัวเองไปพร้อมๆ กัน พนักงานที่ถูกเลย์ออฟคือผู้ที่สูญเสียรายได้และหมดกำลังซื้อในตลาด หากพฤติกรรมนี้ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนคนจำนวนมหาศาลต้องตกงาน บริษัทต่างๆ จะผลิตสินค้าออกมาขายใครในเมื่อไม่มีใครมีเงินซื้อ สุดท้ายแล้วบริษัทที่บ้าคลั่งกับการปลดคนเหล่านั้นก็จะล้มละลายไปเอง เพราะระบบเศรษฐกิจไม่มีอุปสงค์หรือกำลังซื้อหลงเหลืออยู่เลย

🥲 ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก (Prisoner’s Dilemma)

หลายคนอาจตั้งคำถามว่าผู้บริหารระดับสูงระดับโลกมองไม่เห็นหายนะนี้เชียวหรือ คำตอบคือพวกเขารู้อยู่เต็มอก เหล่า CEO ทราบดีว่าการไล่คนออกจะนำไปสู่การสูญเสียลูกค้าและทำให้รายได้หดหาย แต่นี่คือ “กับดัก” ของการแข่งขันในระบบทุนนิยมที่ไม่มีใครสามารถกดปุ่มหยุดพักได้ หากบริษัทของคุณปฏิเสธที่จะใช้ AI คู่แข่งก็จะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้เพื่อลดต้นทุน หั่นราคาสินค้า และแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดไปจนหมด ซึ่งก็แปลว่าบริษัทของคุณต้องเจ๊งอยู่ดี

ด้วยเหตุนี้ ทุกบริษัทจึงถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องกระโจนเข้าสู่สงครามการแข่งขันนี้ แม้จะรู้ดีว่ามันคือการฆ่าตัวตายหมู่ก็ตาม เพราะการไม่ทำอะไรเลยหมายถึงการล้มหายตายจากไปเพียงลำพังเป็นรายแรก สถานการณ์ดังกล่าวถูกอธิบายด้วยทฤษฎี Prisoner’s Dilemma และนักวิจัยยังเรียกแรงขับเคลื่อนนี้ว่าปรากฏการณ์ “Red Queen” (Red Queen effect มีที่มาจากหนังสือ Alice in Wonderland) นั่นคือยิ่งเทคโนโลยี AI เก่งกาจขึ้นเท่าไหร่ ปัญหากลับยิ่งเลวร้ายลง เพราะทุกบริษัทต่างมุ่งหวังจะใช้ความเร็วนั้นแย่งชิงตลาด แต่เมื่อทุกคนใช้ AI เท่ากัน ผลได้ก็กลับมาเจ๊ากันไป สิ่งที่หลงเหลือไว้มีเพียงกำลังซื้อในตลาดที่ถูกทำลายทิ้งไปอย่างถาวร

🥲 ตัวเลขหายนะในโลกความเป็นจริง

ทฤษฎีนี้ไม่ได้อยู่แค่บนแผ่นกระดาษ แต่ตัวเลขในโลกความเป็นจริงได้เริ่มส่งสัญญาณเตือนแล้ว ในปี 2025 เพียงปีเดียว มีรายงานว่าพนักงานสายเทคถูกเลย์ออฟไปกว่า 100,000 คน โดยมี AI เป็นตัวการหลักในกว่าครึ่งของกรณีทั้งหมด 

– บริษัทอย่าง Block ได้ตัดสินใจปลดพนักงานเกือบครึ่งหนึ่งจากจำนวนหมื่นคน โดย Jack Dorsey ผู้เป็น CEO ระบุว่า AI ทำให้บทบาทเหล่านั้นไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป 

– ทางด้าน Salesforce ก็ได้ใช้ AI เข้ามาทำหน้าที่แทนเจ้าหน้าที่ซัพพอร์ตลูกค้าถึง 4,000 คน 

– นอกจากนี้ Goldman Sachs ยังได้นำ AI สำหรับเขียนโค้ดมาใช้ ซึ่งช่วยให้วิศวกรระดับซีเนียร์เพียงคนเดียวสามารถสร้างผลงานเทียบเท่ากับทีมงานถึงห้าคนได้ 

– และที่น่าตระหนกไปกว่านั้นคือ ปัจจุบัน 80% ของคนทำงานในสหรัฐอเมริกาถือครองตำแหน่งงานที่มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกระบบอัตโนมัติเข้ามาทำแทน

🥲 นโยบายรัฐที่ล้มเหลว และทางรอดเดียวที่เหลืออยู่

เมื่อทีมวิจัยนำนโยบายความช่วยเหลือต่างๆ มาทดสอบในโมเดลคณิตศาสตร์ ผลปรากฏว่าแทบไม่มีวิธีใดที่เป็นทางออกที่แท้จริงได้เลย การแจกเงินถ้วนหน้า (UBI) แม้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน แต่มันไม่สามารถเปลี่ยนแรงจูงใจพื้นฐานที่บริษัทมีต่อการนำ AI มาใช้แทนมนุษย์ การเก็บภาษีผลตอบแทนจากทุน (Capital income taxes) ก็ไปเปลี่ยนได้เพียงระดับผลกำไร แต่ไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจในระดับเนื้องานที่จะเลือกหุ่นยนต์มาทำแทนคน แม้แต่การจัดสรรหุ้นให้พนักงาน หรือการรวมกลุ่มต่อรองของสหภาพแรงงาน ก็ไม่สามารถต้านทานกลไกนี้ได้

ฟังดูแล้วสิ้นหวังเลยมั้ยครับ แต่ในเอกสารนี้บอกว่า ทางรอดเดียวที่สมการคณิตศาสตร์ชี้ว่าสามารถช่วยดึงเราขึ้นจากกับดักนี้ได้ คือการจัดเก็บภาษีที่เรียกว่า Pigouvian automation tax (ภาษีต่อต้านการใช้อัตโนมัติ) สิ่งนี้คือการเก็บภาษีบริษัทแบบนับตาม “รายเนื้องาน” เพื่อบังคับและบีบคั้นให้กลุ่มทุนต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับอุปสงค์หรือกำลังซื้อที่พวกเขาจงใจทำลายทิ้งไปเมื่อทำการปลดพนักงาน

🥲 ภาษีพิกูเวียน (Pigouvian Tax) คืออะไร?

ภาษีพิกูเวียน คือแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเก็บภาษีจากกิจกรรมของภาคธุรกิจหรือบุคคลที่สร้าง “ผลกระทบเชิงลบต่อสังคม” (Negative Externality) ซึ่งปกติแล้วต้นทุนความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสังคมเหล่านี้ มักไม่ได้ถูกบวกเข้าไปในต้นทุนการดำเนินงานของบริษัท ทำให้สังคมส่วนรวมต้องเป็นผู้แบกรับภาระแทน

🥲 ทำไมแนวคิดนี้ถึงเป็น “ทางรอดเดียว” ในบริบทของกับดัก AI?

หากนำแนวคิดนี้มาเชื่อมโยงกับงานวิจัยที่เราพูดถึงกันนี้ การที่บริษัทต่างๆ แข่งขันกันปลดพนักงานแล้วนำเทคโนโลยี AI มาใช้แทนนั้น ถือเป็นการสร้างผลกระทบเชิงลบที่รุนแรงต่อสังคมในรูปแบบของการ “ทำลายกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ” 

ถ้าเทียบกัน พนักงานทุกคนที่ถูกเลย์ออฟไป คืออดีตลูกค้าที่เคยมีเงินจับจ่ายใช้สอย บริษัทอาจจะดีใจที่ลดต้นทุนค่าจ้างของตัวเองได้สำเร็จ แต่ในภาพรวมระดับมหภาค ระบบเศรษฐกิจกำลังสูญเสียผู้บริโภคไปเรื่อยๆ จนอาจนำไปสู่ภาวะที่ไม่มีใครมีเงินซื้อสินค้าเลย

นี่จึงเป็นสาเหตุที่นักวิจัยจึงได้เสนอทางออกโดยใช้สิ่งที่เรียกว่า “Pigouvian automation tax” (ภาษีต่อต้านการใช้อัตโนมัติ)  ซึ่งมีกลไกการทำงาน คือ การชาร์จเงินตามรายเนื้องาน (Per-task charge)

รัฐจะจัดเก็บภาษีจากบริษัทโดยอิงจากปริมาณหรือรูปแบบของเนื้องานที่บริษัทตัดสินใจใช้ระบบอัตโนมัติเข้ามาทำแทนที่มนุษย์ ชดเชยกำลังซื้อที่หายไป

ภาษีนี้จะทำหน้าที่บังคับให้ทุกบริษัทต้องเป็นผู้จ่ายค่าชดเชยให้กับ “อุปสงค์” หรือ “ความต้องการซื้อ” ที่พวกเขากำลังทำลายทิ้งไปจากการไล่พนักงานออก 

คนอาจจะคิดว่า เก็บภาษีไปเพื่อเป็นรายได้ใช่ไหม ไม่ใช่เลยครับ หัวใจสำคัญของ Pigouvian Tax ไม่ใช่การเก็บภาษีเพื่อหารายได้เข้ารัฐ แต่ทำไปเพื่อ “ดัดหลังแรงจูงใจ” ของระบบทุนนิยม เมื่อการปลดคนเพื่อไปใช้ AI มีต้นทุนทางภาษีที่ต้องจ่ายชดเชยให้สังคมโผล่ขึ้นมา บริษัทต่างๆ จะไม่สามารถนำแค่ “ค่าจ้างที่ประหยัดได้” มาคำนวณเป็นกำไรแบบมักง่ายได้อีกต่อไป ซึ่งโมเดลทางคณิตศาสตร์จากงานวิจัยพิสูจน์แล้วว่า นี่คือเครื่องมือเดียวที่มีประสิทธิภาพพอจะหยุดยั้งวงจรการทำลายล้างนี้ได้ 

เพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ ขอยกตัวอย่างที่คลาสสิกที่สุดคือ “โรงงานปล่อยควันพิษ” โรงงานอาจจะผลิตสินค้าและทำกำไรได้มหาศาล แต่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบข้างต้องสูดดมควันพิษจนป่วย ค่ารักษาพยาบาลและสุขภาพที่เสียไปของชาวบ้านคือ “ต้นทุนทางสังคม” ที่โรงงานไม่ได้เป็นผู้จ่าย รัฐบาลจึงต้องเข้ามาแทรกแซงโดยการเก็บ “ภาษีมลพิษ” (ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ Pigouvian Tax) เพื่อบังคับให้โรงงานต้องนำต้นทุนความเสียหายนี้กลับเข้าไปในบัญชีของตัวเอง ซึ่งจะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้โรงงานพยายามลดการปล่อยควันพิษในที่สุด

บทสรุปของเปเปอร์ฉบับนี้ ผมว่า มันดูเหมือนจะตอกย้ำอย่างเจ็บปวดว่า “กับดัก AI” ไม่ใช่สมรภูมิที่นายทุนเป็นฝ่ายคว้าชัยและคนงานเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่มันคือหายนะที่พังพินาศลงทั้งสองฝ่ายในลักษณะที่ทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Deadweight loss 

เพราะคนงานต้องสูญเสียรายได้ประทังชีวิต ส่วนบริษัทเองก็ต้องสูญเสียลูกค้า สิ่งที่น่าวิตกที่สุดคือ กลไกของตลาดเสรีไม่สามารถสกัดกั้นวงจรอุบาทว์นี้ได้ด้วยตัวของมันเอง กับดัก AI ไม่ใช่แค่คำทำนายในอนาคต แต่มันกำลังเกิดขึ้นจริงในเวลานี้ และคณิตศาสตร์ก็ระบุไว้ชัดเจนว่ามันจะไม่มีวันหยุดลงได้เองหากปราศจากการแทรกแซง

และเป็นโลกที่ช่างไม่น่าอภิรมย์เลยสักนิด ถ้าไม่มีใครร่วมมือร่วมแรงกัน หยุดมันเ

ข่าวล่าสุด

วันนี้    “วิสาขบูชาสากลโลก”  2569  พลวัตแห่งศรัทธาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ท่ามกลางกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ซึ่งประชาคมโลกต้องเผชิญกับความท้าทายเชิงภูมิรัฐศาสตร์อันสลับซับซ้อนและวิถีทุนนิยมที่เร่งรัด วันวิสาขบูชา ประจำปีพุทธศักราช 2569 ยิ่งทวีความสำคัญในฐานะหมุดหมายเชิงอุดมการณ์ที่เตือนใจให้มนุษยชาติหันกลับมาพิจารณาถึงความสงบภายในอันเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพที่แท้จริง

“A Spectacular Convergence of Faith and Culture: Wat Sarod Celebrates New Preceptor”

"Bangkok’s historic Wat Sarod, located in the Rat Burana District, is set to host an extraordinary cultural and religious milestone on May 30, 2026.

โปรดเกล้าฯ ให้ผู้นำเวียตนาม เข้าเฝ้าฯ  มุ่งเจรจาการค้าพลิกฟื้น…เสถียรภาพอินโดจีน

ในวโรกาสอันเป็นนิมิตหมายอันดีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายโต เลิม และคณะผู้แทนเวียดนาม เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

หรือ…ตราชั่งชำรุดที่จุดเริ่มต้น ?  เมื่อศาลตัดสินจำคุกอดีต ประธาน ปปช.กับพวก

วานนี้ คำพิพากษาของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่สั่งจำคุกอดีตประธาน ปปช. และกรรมการ กรณีปกปิดข้อความเอกสารคดีนาฬิกาหรู แม้จะเป็นเพียงเสี้ยวแรกของกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลต้นที่ยังไม่ถึงที่สุด

ข่าวอื่นๆ

บทเรียนจากศรีลังกา ท่าเรือที่ไม่มีเรือมาจอด

ท่าเรือ Hambantota แทบไม่มีเรือมาใช้บริการ ในปี 2016 ท่าเรือทำรายได้เพียง 11.81 ล้านดอลลาร์ แต่ค่าใช้จ่ายสูงถึง 10 ล้านดอลลาร์ กำไรเพียง 1.81 ล้านดอลลาร์ ไม่พอจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้แม้แต่น้อย

GDP เวียดนามแซงหน้าไทยไปแล้วประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เศรษฐกิจของเวียดนามกำลังเข้าใกล้และได้แซงหน้าประเทศไทยไปประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์

บางครั้ง ชัยชนะที่แท้จริง อาจไม่ใช่การเอาชนะคู่แข่ง

ลองนึกภาพ... ถ้าวันหนึ่ง มีคนเอา "ความลับระดับบริษัท" ของ Coca-Cola ไปเสนอขายให้คู่แข่งตัวฉกาจอย่าง Pepsi ในราคา 1.5 ล้านดอลลาร์