วันจันทร์, เมษายน 20, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกเสียงอิสระประชาชนเปิดเสียงผี หมาหอน เครื่องบินรบ ทำให้ชาวกัมพูชากลัว นอนไม่ได้

เปิดเสียงผี หมาหอน เครื่องบินรบ ทำให้ชาวกัมพูชากลัว นอนไม่ได้

เผยแพร่

spot_img

กรณีที่คุณกันจอมพลัง ได้เปิดเสียงผี หมาหอน เครื่องบินรบ ทำให้ชาวกัมพูชากลัว นอนไม่ได้ จนรัฐบาลกัมพูชายื่นร้องเรียนการกระทำดังกล่าวต่อ UN 

ในฐานะนักกฎหมายระหว่างประเทศผมขอวิเคราะห์สถานการณ์นี้ โดยแยกเป็นประเด็นทางกฎหมายและยุทธศาสตร์ดังนี้ครับ

นี่คือการต่อสู้ในรูปแบบ “สงครามสีเทา” อย่างเต็มรูปแบบ ที่ฝ่ายหนึ่ง (เอกชนไทย) ได้นำยุทธวิธีเดียวกันมาตอบโต้การกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง (รัฐบาลกัมพูชา) ได้อย่างแยบยลและทรงประสิทธิภาพอย่างยิ่ง

1. การกระทำของเอกชนไทย ผิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่?

คำตอบโดยสรุป: ไม่ผิด และเป็นการกระทำที่ชาญฉลาดอย่างยิ่งในทางยุทธศาสตร์

การวิเคราะห์ทางกฎหมาย:

1. กฎหมายระหว่างประเทศบังคับใช้กับ “รัฐ”: โดยหลักแล้ว กฎหมายระหว่างประเทศถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ การกระทำของเอกชนโดยทั่วไปแล้วไม่ถือเป็นการกระทำของรัฐ และจึงไม่สร้างความรับผิดโดยตรงให้แก่รัฐ

2. หลักความรับผิดของรัฐ: รัฐจะมีความรับผิดต่อการกระทำของเอกชนก็ต่อเมื่อ:

• รัฐ “รับรองและยึดถือ” การกระทำนั้นมาเป็นการกระทำของตนเอง

• รัฐเป็นผู้ “สั่งการหรือควบคุม” ให้เอกชนกระทำการนั้น

• รัฐล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ “ใช้ความระมัดระวังตามสมควร” เพื่อป้องกันไม่ให้ดินแดนของตนถูกใช้ไปในการละเมิดสิทธิของรัฐอื่น

2. ในกรณีนี้ รัฐบาลไทยสามารถปฏิเสธความเกี่ยวข้องได้ทั้งหมด การกระทำนี้เกิดขึ้นโดยเอกชน และรัฐบาลไทยไม่ได้สั่งการหรือรับรอง อีกทั้งการ “เปิดเสียงดัง” ยังไม่ถึงขั้นที่เป็นการ “ละเมิดสิทธิของรัฐอื่น” อย่างร้ายแรงจนทำให้รัฐไทยต้องเข้าระงับ (เช่น การปล่อยให้กลุ่มก่อการร้ายใช้ดินแดน)

3. การกระทำเกิดในดินแดนอธิปไตยไทย: จุดที่แข็งแกร่งที่สุดของฝ่ายไทยคือ การเปิดเสียงดังกล่าวกระทำขึ้น “ภายในดินแดนอธิปไตยของไทย” โดยมุ่งเป้าไปยังผู้บุกรุกที่อยู่ในดินแดนไทยเช่นกัน จึงเป็นเรื่องที่อยู่ภายใต้อำนาจกฎหมายภายในของไทยอย่างสมบูรณ์ 

สรุปทางกฎหมาย: การกระทำของเอกชนไทยจึงไม่ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่สามารถสร้างความรับผิดทางกฎหมายมาสู่รัฐบาลไทยได้

2. ข้อกล่าวหาของกัมพูชาต่อ UN มีน้ำหนักหรือไม่?

คำตอบโดยสรุป: ไม่มีน้ำหนักในทางกฎหมาย แต่เป็นเกมการทูตเพื่อพลิกสถานการณ์

การวิเคราะห์ทางกฎหมาย:

1. ข้อกล่าวหา “ละเมิดสิทธิมนุษยชน”: เป็นข้อกล่าวหาที่อ่อนมาก การก่อความรำคาญด้วยเสียงดัง ไม่เข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรงตามปฏิญญาสากลฯ และถึงแม้จะตีความอย่างกว้างที่สุดว่าเป็น “การกระทำที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม” ก็ยังยากที่จะพิสูจน์ และที่สำคัญคือ “ไม่ใช่การกระทำของรัฐไทย”

2. ข้อกล่าวหา “ยั่วยุ” และ “ขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติ”: นี่คือหัวใจของเรื่อง กัมพูชาน่าจะอ้างถึง Article 2(4) ของกฎบัตร UN ที่ห้ามการ “ใช้กำลังหรือข่มขู่ว่าจะใช้กำลัง” 

• การเปิดเสียงดังเป็น “การใช้กำลัง” หรือไม่? ไม่เลยแม้แต่น้อย ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ตีความ “การใช้กำลัง” ว่าหมายถึงการใช้กำลังทหารเท่านั้น การเปิดเสียงดังเป็นเพียงการก่อกวน ไม่ใช่การใช้กำลังทางทหาร

• เสียงเครื่องบินรบ เป็น “การข่มขู่ว่าจะใช้กำลัง” หรือไม่? นี่คือจุดที่กัมพูชาอาจจะหยิบมาอ้าง แต่ไทยก็สามารถโต้แย้งได้อย่างง่ายดายว่าเป็นเพียง “เสียง” ไม่ใช่ “การปรากฏตัวของเครื่องบินรบจริง” และผู้กระทำคือเอกชน ไม่ใช่กองทัพไทย จึงไม่มีเจตนาของรัฐในการข่มขู่

สรุปทางกฎหมาย: ข้อร้องเรียนของกัมพูชาต่อ UN นั้น ไม่มีมูลในทางกฎหมาย เป็นเพียงการใช้เวทีระหว่างประเทศเพื่อสร้างเรื่องราวว่าตนเองเป็น “ผู้ถูกกระทำ” และเบี่ยงเบนความสนใจจากการที่ตนเป็น “ผู้รุกราน” แต่ดั้งเดิม

3. ความเห็นในฐานะนักกฎหมายระหว่างประเทศ: นี่คือ “การสวนกลับ” ที่สมบูรณ์แบบ

การกระทำของเอกชนไทยในครั้งนี้ คือการนำยุทธวิธีสีเทาที่กัมพูชาใช้ (การใช้พลเรือนเป็นโล่) มาตอบโต้ด้วยยุทธวิธีสีเทาอีกรูปแบบหนึ่ง (การใช้เอกชนเป็นผู้ปฏิบัติการ) ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมในทางยุทธศาสตร์:

1. สร้าง “Plausible Deniability” ให้กับรัฐบาลไทย: รัฐบาลไทยสามารถลอยตัวเหนือปัญหาและปฏิเสธความรับผิดชอบได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่แรงกดดันต่อผู้บุกรุกยังคงดำเนินต่อไป

2. โจมตีจุดอ่อนที่สุดของกัมพูชา: กัมพูชาใช้พลเรือนเป็นเกราะกำบัง การโจมตีทางจิตวิทยาด้วยเสียงซึ่งไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายจึงเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด เพราะทำให้ “โล่มนุษย์” ไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข แต่ก็ไม่สามารถอ้างได้ว่าถูกทำร้ายร่างกาย

3. พลิกสถานะจาก “ผู้ตั้งรับ” เป็น “ผู้คุมเกม”: ก่อนหน้านี้ไทยตกเป็นฝ่ายตั้งรับต่อการยั่วยุของกัมพูชา แต่การกระทำนี้ทำให้ไทยเป็นฝ่ายกำหนดจังหวะของความขัดแย้ง และบีบให้กัมพูชาต้องเป็นฝ่ายออกมา “ฟ้อง” ซึ่งการฟ้องในเรื่องที่ไม่มีมูลทางกฎหมายเช่นนี้ ยิ่งทำให้กัมพูชาดูอ่อนแอและไร้เหตุผลในสายตาประชาคมโลก

4. ทำให้ข้อร้องเรียนของกัมพูชาดูน่าตลกขบขัน: การที่รัฐบาลหนึ่งไปร้องเรียน UN ว่า “ประเทศเพื่อนบ้านเปิดเสียงดังใส่” ในขณะที่ตนเองกำลังยึดครองดินแดนของประเทศนั้นอยู่ เป็นเรื่องที่ทำลายความน่าเชื่อถือของตนเองอย่างร้ายแรง

ประเมินท่าทีรัฐบาลไทย:

• ตอบสนองต่อ UN อย่างเป็นทางการ: โดยปฏิเสธความเกี่ยวข้องของภาครัฐอย่างสิ้นเชิง และย้ำว่าเป็นการกระทำของเอกชนในดินแดนไทย

• ฉวยโอกาสนี้ “ตอกย้ำ” ประเด็นหลัก: ใช้หนังสือชี้แจงต่อ UN นี้เป็นโอกาสในการเล่าเรื่องราวทั้งหมดอีกครั้ง ว่าต้นตอของปัญหาคือการที่กัมพูชายึดครองดินแดนไทยและปฏิเสธที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติ

• ไม่ต้องดำเนินการใดๆ กับเอกชนไทย: ตราบใดที่การกระทำนั้นไม่ผิดกฎหมายภายใน รัฐก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเข้าไปยับยั้ง

…สรุป การกระทำของเอกชนไทยครั้งนี้ คือตัวอย่างชั้นเลิศของการตอบโต้ในสงครามยุคใหม่ที่ชาญฉลาด ถูกต้องตามกฎหมาย และได้ผลทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่งครับ

นี่เป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ของเกมการเมืองระหว่างประเทศที่ซับซ้อน…

  กดติดตามเพจของเรา เพื่อเข้าถึงบทวิเคราะห์ Exclusive ที่จะพาคุณมองทะลุเกมการเมืองและความขัดแย้งทั่วโลกผ่านมุมมองกฎหมายที่ไม่เหมือนใคร

  ชอบบทวิเคราะห์นี้? ช่วยกด “แชร์” เพื่อยกระดับการสนทนาในสังคม ให้ลึกซึ้งขึ้นในมิติของกฎหมายและยุทธศาสตร์ที่หลายคนอาจมองข้าม! ขอบคุณทุกการสนับสนุนครับ

#กฎหมายระหว่างประเทศ  #วิเคราะห์ข่าวรอบโลกผ่านมุมมองกฎหมาย #ภูมิรัฐศาสตร์ #ไทยกัมพูชา #ความมั่นคงแห่งชาติ #มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้

( ที่มา : กฎหมายในกระแส 12 ตุลาคม 2568 )

ข่าวล่าสุด

มันเริ่มต้นในชื่อ “Hey Jules”

เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1968 ซินเธีย เลนนอน (Cynthia Lennon) เพิ่งกลับจากการพักผ่อนสองสัปดาห์ในกรีซ เธอแวะผ่านกรุงโรม ก่อนจะเดินทางถึงลอนดอนด้วยสภาพที่สดชื่นและผ่อนคลาย

“เทราฮอป” ผุดโรงงานแห่งที่ 2 หลัง ทุ่ม 3 หมื่นล้าน ปั้นไทยฐานผลิตอุปกรณ์ AI – Data Center

“เทราฮอป (Terahop)” ผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารผ่านใยแก้วนำแสงความเร็วสูงอันดับ 1 ของโลกจากจีน ปักหมุดฐานผลิตหลักในไทย ลงทุนต่อเนื่องกว่า 3 หมื่นล้านบาท เป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในสระบุรี

เก่งแต่โกง ทิ้งหนี้ 30 ล้านให้คนค้ำประกันรับผิดชอบ

"เก่งแต่โกง? ย้อนรอยมหากาพย์ 'ดลฤดี' ทันตแพทย์สาวฮาร์วาร์ด ทิ้งหนี้ทุน 30 ล้านให้คนค้ำประกันรับกรรม ส่วนตัวเองเสวยสุขอยู่ต่างแดน"

อวสาน ‘ราชาจอแก้ว’! เมื่อ Sony ยอมศิโรราบให้ TCL

Sony อดีต "ราชาแห่งคุณภาพของภาพ" ประกาศตั้งบริษัทร่วมทุนกับ #TCL ของจีน โดยยกธุรกิจทีวีและโฮมเอนเตอร์เทนเมนต์ทั้งหมดให้จีนเป็นคนคุมบังเหียน

ข่าวอื่นๆ

ใคร???  แอบลักหลับไทยพีบีเอส….

      เกิดอาการตกใจพอประมาณ กับข่าวการตั้งคณะกรรมการสรรหากรรมการนโยบาย ไทยพีบีเอส เพื่อทดแทนกรรมการที่ลาออกก่อนครบวาระ...ทำไปทำไม ในเมื่อมีบัญชีสำรองอยู่แล้ว?       “สมโภชน์  โตรักษา” คือกรรมการนโยบายด้านส่งเสริมประชาธิปไตย ซึ่งจะครบวาระการดำรงตำแหน่งวันที่ ๑ ก.พ.๒๕๗๐ แต่ตัดสินใจยื่นใบลาออกต่อประธานคณะกรรมการนโยบาย และสำเนาแจ้งกรรมการนโยบายทุกคน โดยให้มีผลวันที่ ๙...

The Fate of Empires : ชะตากรรมของจักรวรรดิ

“The Fate of Empires (ชะตากรรมของจักรวรรดิ) อธิบาย จักรวรรดิสหรัฐอเมริกา กำลังอยู่ในระยะที่ 4 หรือ “ยุคเสื่อมทราม” (Age of Decadence) ตามทฤษฎีวัฏจักร ชะตากรรมของจักรวรรดิ

“คนที่สู้ชีวิตอยู่ในไทยมาทั้งชีวิต เสียภาษีทุกเดือน ได้เบี้ยเท่ากันกับคนที่เพิ่งกลับมา”

การมีส่วนร่วมกับระบบ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไม่ได้ผุดขึ้นมาเอง มันมาจากภาษีของคนที่ทำงาน จ่าย VAT จ่ายภาษีเงินได้ และร่วมสร้างเศรษฐกิจไทยมาตลอด