หน้าแรกเสียงอิสระประชาชนเปิดเสียงผี หมาหอน เครื่องบินรบ ทำให้ชาวกัมพูชากลัว นอนไม่ได้

เปิดเสียงผี หมาหอน เครื่องบินรบ ทำให้ชาวกัมพูชากลัว นอนไม่ได้

เผยแพร่

spot_img

กรณีที่คุณกันจอมพลัง ได้เปิดเสียงผี หมาหอน เครื่องบินรบ ทำให้ชาวกัมพูชากลัว นอนไม่ได้ จนรัฐบาลกัมพูชายื่นร้องเรียนการกระทำดังกล่าวต่อ UN 

ในฐานะนักกฎหมายระหว่างประเทศผมขอวิเคราะห์สถานการณ์นี้ โดยแยกเป็นประเด็นทางกฎหมายและยุทธศาสตร์ดังนี้ครับ

นี่คือการต่อสู้ในรูปแบบ “สงครามสีเทา” อย่างเต็มรูปแบบ ที่ฝ่ายหนึ่ง (เอกชนไทย) ได้นำยุทธวิธีเดียวกันมาตอบโต้การกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง (รัฐบาลกัมพูชา) ได้อย่างแยบยลและทรงประสิทธิภาพอย่างยิ่ง

1. การกระทำของเอกชนไทย ผิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่?

คำตอบโดยสรุป: ไม่ผิด และเป็นการกระทำที่ชาญฉลาดอย่างยิ่งในทางยุทธศาสตร์

การวิเคราะห์ทางกฎหมาย:

1. กฎหมายระหว่างประเทศบังคับใช้กับ “รัฐ”: โดยหลักแล้ว กฎหมายระหว่างประเทศถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ การกระทำของเอกชนโดยทั่วไปแล้วไม่ถือเป็นการกระทำของรัฐ และจึงไม่สร้างความรับผิดโดยตรงให้แก่รัฐ

2. หลักความรับผิดของรัฐ: รัฐจะมีความรับผิดต่อการกระทำของเอกชนก็ต่อเมื่อ:

• รัฐ “รับรองและยึดถือ” การกระทำนั้นมาเป็นการกระทำของตนเอง

• รัฐเป็นผู้ “สั่งการหรือควบคุม” ให้เอกชนกระทำการนั้น

• รัฐล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ “ใช้ความระมัดระวังตามสมควร” เพื่อป้องกันไม่ให้ดินแดนของตนถูกใช้ไปในการละเมิดสิทธิของรัฐอื่น

2. ในกรณีนี้ รัฐบาลไทยสามารถปฏิเสธความเกี่ยวข้องได้ทั้งหมด การกระทำนี้เกิดขึ้นโดยเอกชน และรัฐบาลไทยไม่ได้สั่งการหรือรับรอง อีกทั้งการ “เปิดเสียงดัง” ยังไม่ถึงขั้นที่เป็นการ “ละเมิดสิทธิของรัฐอื่น” อย่างร้ายแรงจนทำให้รัฐไทยต้องเข้าระงับ (เช่น การปล่อยให้กลุ่มก่อการร้ายใช้ดินแดน)

3. การกระทำเกิดในดินแดนอธิปไตยไทย: จุดที่แข็งแกร่งที่สุดของฝ่ายไทยคือ การเปิดเสียงดังกล่าวกระทำขึ้น “ภายในดินแดนอธิปไตยของไทย” โดยมุ่งเป้าไปยังผู้บุกรุกที่อยู่ในดินแดนไทยเช่นกัน จึงเป็นเรื่องที่อยู่ภายใต้อำนาจกฎหมายภายในของไทยอย่างสมบูรณ์ 

สรุปทางกฎหมาย: การกระทำของเอกชนไทยจึงไม่ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่สามารถสร้างความรับผิดทางกฎหมายมาสู่รัฐบาลไทยได้

2. ข้อกล่าวหาของกัมพูชาต่อ UN มีน้ำหนักหรือไม่?

คำตอบโดยสรุป: ไม่มีน้ำหนักในทางกฎหมาย แต่เป็นเกมการทูตเพื่อพลิกสถานการณ์

การวิเคราะห์ทางกฎหมาย:

1. ข้อกล่าวหา “ละเมิดสิทธิมนุษยชน”: เป็นข้อกล่าวหาที่อ่อนมาก การก่อความรำคาญด้วยเสียงดัง ไม่เข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรงตามปฏิญญาสากลฯ และถึงแม้จะตีความอย่างกว้างที่สุดว่าเป็น “การกระทำที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม” ก็ยังยากที่จะพิสูจน์ และที่สำคัญคือ “ไม่ใช่การกระทำของรัฐไทย”

2. ข้อกล่าวหา “ยั่วยุ” และ “ขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติ”: นี่คือหัวใจของเรื่อง กัมพูชาน่าจะอ้างถึง Article 2(4) ของกฎบัตร UN ที่ห้ามการ “ใช้กำลังหรือข่มขู่ว่าจะใช้กำลัง” 

• การเปิดเสียงดังเป็น “การใช้กำลัง” หรือไม่? ไม่เลยแม้แต่น้อย ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ตีความ “การใช้กำลัง” ว่าหมายถึงการใช้กำลังทหารเท่านั้น การเปิดเสียงดังเป็นเพียงการก่อกวน ไม่ใช่การใช้กำลังทางทหาร

• เสียงเครื่องบินรบ เป็น “การข่มขู่ว่าจะใช้กำลัง” หรือไม่? นี่คือจุดที่กัมพูชาอาจจะหยิบมาอ้าง แต่ไทยก็สามารถโต้แย้งได้อย่างง่ายดายว่าเป็นเพียง “เสียง” ไม่ใช่ “การปรากฏตัวของเครื่องบินรบจริง” และผู้กระทำคือเอกชน ไม่ใช่กองทัพไทย จึงไม่มีเจตนาของรัฐในการข่มขู่

สรุปทางกฎหมาย: ข้อร้องเรียนของกัมพูชาต่อ UN นั้น ไม่มีมูลในทางกฎหมาย เป็นเพียงการใช้เวทีระหว่างประเทศเพื่อสร้างเรื่องราวว่าตนเองเป็น “ผู้ถูกกระทำ” และเบี่ยงเบนความสนใจจากการที่ตนเป็น “ผู้รุกราน” แต่ดั้งเดิม

3. ความเห็นในฐานะนักกฎหมายระหว่างประเทศ: นี่คือ “การสวนกลับ” ที่สมบูรณ์แบบ

การกระทำของเอกชนไทยในครั้งนี้ คือการนำยุทธวิธีสีเทาที่กัมพูชาใช้ (การใช้พลเรือนเป็นโล่) มาตอบโต้ด้วยยุทธวิธีสีเทาอีกรูปแบบหนึ่ง (การใช้เอกชนเป็นผู้ปฏิบัติการ) ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมในทางยุทธศาสตร์:

1. สร้าง “Plausible Deniability” ให้กับรัฐบาลไทย: รัฐบาลไทยสามารถลอยตัวเหนือปัญหาและปฏิเสธความรับผิดชอบได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่แรงกดดันต่อผู้บุกรุกยังคงดำเนินต่อไป

2. โจมตีจุดอ่อนที่สุดของกัมพูชา: กัมพูชาใช้พลเรือนเป็นเกราะกำบัง การโจมตีทางจิตวิทยาด้วยเสียงซึ่งไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายจึงเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด เพราะทำให้ “โล่มนุษย์” ไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข แต่ก็ไม่สามารถอ้างได้ว่าถูกทำร้ายร่างกาย

3. พลิกสถานะจาก “ผู้ตั้งรับ” เป็น “ผู้คุมเกม”: ก่อนหน้านี้ไทยตกเป็นฝ่ายตั้งรับต่อการยั่วยุของกัมพูชา แต่การกระทำนี้ทำให้ไทยเป็นฝ่ายกำหนดจังหวะของความขัดแย้ง และบีบให้กัมพูชาต้องเป็นฝ่ายออกมา “ฟ้อง” ซึ่งการฟ้องในเรื่องที่ไม่มีมูลทางกฎหมายเช่นนี้ ยิ่งทำให้กัมพูชาดูอ่อนแอและไร้เหตุผลในสายตาประชาคมโลก

4. ทำให้ข้อร้องเรียนของกัมพูชาดูน่าตลกขบขัน: การที่รัฐบาลหนึ่งไปร้องเรียน UN ว่า “ประเทศเพื่อนบ้านเปิดเสียงดังใส่” ในขณะที่ตนเองกำลังยึดครองดินแดนของประเทศนั้นอยู่ เป็นเรื่องที่ทำลายความน่าเชื่อถือของตนเองอย่างร้ายแรง

ประเมินท่าทีรัฐบาลไทย:

• ตอบสนองต่อ UN อย่างเป็นทางการ: โดยปฏิเสธความเกี่ยวข้องของภาครัฐอย่างสิ้นเชิง และย้ำว่าเป็นการกระทำของเอกชนในดินแดนไทย

• ฉวยโอกาสนี้ “ตอกย้ำ” ประเด็นหลัก: ใช้หนังสือชี้แจงต่อ UN นี้เป็นโอกาสในการเล่าเรื่องราวทั้งหมดอีกครั้ง ว่าต้นตอของปัญหาคือการที่กัมพูชายึดครองดินแดนไทยและปฏิเสธที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติ

• ไม่ต้องดำเนินการใดๆ กับเอกชนไทย: ตราบใดที่การกระทำนั้นไม่ผิดกฎหมายภายใน รัฐก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเข้าไปยับยั้ง

…สรุป การกระทำของเอกชนไทยครั้งนี้ คือตัวอย่างชั้นเลิศของการตอบโต้ในสงครามยุคใหม่ที่ชาญฉลาด ถูกต้องตามกฎหมาย และได้ผลทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่งครับ

นี่เป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ของเกมการเมืองระหว่างประเทศที่ซับซ้อน…

  กดติดตามเพจของเรา เพื่อเข้าถึงบทวิเคราะห์ Exclusive ที่จะพาคุณมองทะลุเกมการเมืองและความขัดแย้งทั่วโลกผ่านมุมมองกฎหมายที่ไม่เหมือนใคร

  ชอบบทวิเคราะห์นี้? ช่วยกด “แชร์” เพื่อยกระดับการสนทนาในสังคม ให้ลึกซึ้งขึ้นในมิติของกฎหมายและยุทธศาสตร์ที่หลายคนอาจมองข้าม! ขอบคุณทุกการสนับสนุนครับ

#กฎหมายระหว่างประเทศ  #วิเคราะห์ข่าวรอบโลกผ่านมุมมองกฎหมาย #ภูมิรัฐศาสตร์ #ไทยกัมพูชา #ความมั่นคงแห่งชาติ #มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้

( ที่มา : กฎหมายในกระแส 12 ตุลาคม 2568 )

ข่าวล่าสุด

แบตเตอรี่ลิเธียมล้นเมือง  ความท้าทายใหม่ที่รัฐต้องเร่งจัดการ

จากเหตุการณ์ระทึกขวัญของข่าวรถขนส่งแบตเตอรี่บนทางด่วนบูรพาวิถีเกืดเหตุระเบิด เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างความตระหนกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ยังเป็น "กรณีศึกษา" สำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบโลจิสติกส์ขยะอันตรายในประเทศไทย

ความสัมพันธ์ 170 ปี “ไทย-ฝรั่งเศส”   “การทูตเชิงรุก”ต้องดับฝัน กัมพูชา-ใช้ปารีสเคลมพรมแดน

ยุทธศาสตร์การทูตครั้งนี้คือ "ปฏิบัติการเชิงรุก" เพื่อนำข้อเท็จจริงปมพรมแดนและพื้นที่ทับซ้อน (OCA) ไปแสดงต่อประธานาธิบดี เอมานูเอล มาครง

 วิกฤต “โลกเดือด” สภาพอากาศสุดขั้วทุบสถิติใหม่ เตือนไทยรับมือน้ำสองขั้ว “แล้งจัด-ท่วมฉับพลัน”

องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ยุคของ "โลกร้อน" (Global Warming) ได้สิ้นสุดลงแล้ว และมนุษยชาติกำลังก้าวเข้าสู่ยุค "โลกเดือด" (Global Boiling) อย่างเต็มตัว ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เพียงแค่การที่อุณหภูมิสูงขึ้นทีละน้อย...

ไอเดียเด็ด…ห้ามรถไฟเข้ากรุง ?  แก้ปัญหาโศกนาฏกรรมอโศก-มักกะสัน

การแก้ปัญหาจุดตัดด้วยการยุติขบวนรถไฟเข้าเมืองหลวง จึงเป็นภาพสะท้อนของการบริหารจัดการที่อาจยังขาดความเข้าใจในวิถีชีวิตระดับฐานรากและหลักการพัฒนาผังเมืองสากลอย่างแท้จริง

ข่าวอื่นๆ

เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ตั้ง 10 คำถามที่รัฐบาลต้องตอบ แลนด์บริดจ์ ก้าวสู่ความรุ่งเรือง หรือกับดักอธิปไตยที่ผูกมัดอนาคตลูกหลาน?

ตั้งคำถามที่น่ากังวลของโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อให้รัฐบาลไขความกระจ่างให้ประชาชนรับทราบ ก่อนที่จะกลายเป็นภาระผูกพันชั่วชีวิตของคนรุ่นหลาน

จักรวรรดิใหม่ตระกูล Trump: เมื่อ ‘นโยบายรัฐ’ กลายเป็น ‘กำไรครอบครัว’ (2016-2026)

การกลับมาของ Donald Trump ในสมัยที่ 2 ไม่ใช่แค่การทวงคืนตำแหน่งทางการเมือง แต่คือการสร้าง "Network Diplomacy" ที่เปลี่ยนความขัดแย้งทั่วโลกให้กลายเป็นดัชนีความมั่งคั่งที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจของสมาชิกในครอบครัว

“ธรรมนูญงานศพ” : หยุดค่านิยมจอมปลอม คืนความถูกต้องให้สังคม   

โดย พจน์ เมืองนนท์       งานศพในปัจจุบันกำลังกลายเป็น "กับดัก" ที่กักขังชาวบ้านไว้ด้วยหนี้สินและหน้าตา ถึงเวลาที่ต้องพูดความจริงกันอย่างตรงไปตรงมาว่า ความยิ่งใหญ่ของงานพิธี ไม่ได้สะท้อนถึงความกตัญญูหรือความดีงาม แต่คือการเบียดเบียนตนเองและครอบครัวอย่างขาดสติ ผมขอเสนอ "ธรรมนูญงานศพ" เพื่อเป็นมาตรฐานแห่งการตื่นรู้ของชุมชน ดังนี้:  1. ถึงผู้นำและผู้ทรงเกียรติ: อย่าให้ตำแหน่งบดบังหัวใจ การก้าวขึ้นเป็นประธานในพิธีของท่าน...