วันเสาร์, มีนาคม 14, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกการเมืองKPI Poll | คลังความคิดจากเสียงประชาชน สู่เข็มทิศการเมืองไทย

KPI Poll | คลังความคิดจากเสียงประชาชน สู่เข็มทิศการเมืองไทย

เผยแพร่

spot_img

สถาบันพระปกเกล้า เผยผลสำรวจ เรื่อง “ทัศนะประชาชนต่อสถานการณ์การเมืองและภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่”

 โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll มอบนโยบายสำคัญในการทำ KPI Poll ให้เป็นโพลเชิงวิชาการที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการและความแม่นยำ  ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง”การเมืองจากเสียงของประชาชน โดยให้ข้อมูลจาก KPI Poll เป็นฐานความรู้สำคัญสำหรับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน เพื่อทำหน้าที่เป็น “คลังสมองทางประชาธิปไตย” ของสังคมไทยอย่างแท้จริง

การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 12 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 27 ก.พ.- 2 มี.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 1,908 ตัวอย่าง  โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้ 

1. หากเกิดกรณีสุดวิสัยเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง เช่น มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ทำให้การมี ครม.ชุดใหม่มาบริหารประเทศช้าไปอีก 4-5 เดือน ท่านรับได้หรือไม่ (สำรวจโดย                      )                                                                            

• 74.4% ยอมรับการเลือกตั้งใหม่ได้หากเกิดเหตุจำเป็นทางการเมือง แม้ต้องแลกกับความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล และ 25.6% ยอมรับไม่ได้หากต้องเลือกตั้งใหม่

คนส่วนใหญ่ยอมรับต้นทุนของความล่าช้า หากช่วยให้การจัดตั้งรัฐบาลมีความชัดเจนและคลี่คลายปัญหาทางการเมืองได้ สะท้อนว่า ความชอบธรรมของกระบวนการประชาธิปไตยยังมีความสำคัญในสายตาประชาชน ในขณะที่บางส่วนไม่ต้องการให้เลือกตั้งใหม่ อาจเพราะกังวลต่อผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการบริหารประเทศ

2. หลายภูมิภาคมีแนวโน้ม “รับได้” หากการเมืองสะดุดจนต้องเข้าคูหาใหม่

• ภาคใต้ (75.7%), ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (72.2%) มีสัดส่วนผู้ที่ “รับได้” ค่อนข้างสูง

• รองลงมา คือ ภาคเหนือ (68.0%), กรุงเทพมหานคร (66.3%) และภาคตะวันออก (64.4%) 

• ภาคกลาง เป็นภูมิภาคเดียวที่มีสัดส่วน “รับไม่ได้” มากกว่า (56.3%)

ภูมิภาคส่วนใหญ่ของประเทศมีแนวโน้มยอมรับการเลือกตั้งใหม่หากเกิดสถานการณ์จำเป็นทางการเมือง สะท้อนความคาดหวังต่อการใช้กลไกประชาธิปไตยในการคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมือง แต่ยังมีบางพื้นที่ที่กังวลต่อความไม่แน่นอนทางการเมือง

3. “ปากท้องนำการเมือง” หวังรัฐบาลใหม่เร่งแก้วิกฤตเศรษฐกิจ

• 25.8% อยากให้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นและเพิ่มรายได้ประชาชน, 21.7% อยากให้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาวและเพิ่มความสามารถแข่งขันประเทศ สูงที่สุด

• รองลงมา คือ 16.4% แก้ปัญหาความมั่นคง ชายแดน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ, 14.9% แก้ปัญหาความปลอดภัยและอาชญากรรม, 11.1% ปฏิรูประบบราชการและคอร์รัปชั่น และ 10.1% แก้ปัญหาการเมือง/แก้รัฐธรรมนูญ

ปัญหา “ปากท้องและเศรษฐกิจ” นำมาเป็นอันดับหนึ่งอย่างชัดเจน เมื่อรวมมิติเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว มีสัดส่วนถึงเกือบครึ่งหนึ่ง สะท้อนว่า ประชาชนกำลังเผชิญกับปัญหาค่าครองชีพและรายได้ที่ไม่พอใช้ในชีวิตประจำวัน หากรัฐบาลมุ่งแต่ขับเคลื่อนวาระทางการเมืองโดยละทิ้งเรื่องปากท้อง อาจสูญเสียความนิยมอย่างรวดเร็ว

4. ต่างวัย ต่างโจทย์- คนรุ่นใหม่มองอนาคตประเทศ แต่วัยทำงาน-ผู้สูงอายุเน้นปากท้อง

• Gen Z (18–27 ปี) ให้ความสำคัญกับ เศรษฐกิจระยะยาวและการแข่งขันประเทศ 

• Gen Y และ X (28–59 ปี) และ Baby Boomer (60 ปีขึ้นไป) เน้นเศรษฐกิจระยะสั้นและเพิ่มรายได้ประชาชน 

สะท้อนความแตกต่างของโจทย์ชีวิตในแต่ละช่วงวัยอย่างชัดเจน คนรุ่นใหม่เป็นกลุ่มที่กำลังเริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือเพิ่งเรียนจบ มองภาพใหญ่ กังวลถึงอนาคต ในขณะที่กลุ่มคนทำงาน-ผู้สูงอายุ เป็นผู้แบกภาระครอบครัว กลุ่มนี้จึงต้องการเม็ดเงินหรือการลดค่าครองชีพทันที เพื่อให้รอดไปได้ในแต่ละเดือน

บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 12

ผลสำรวจครั้งนี้ สะท้อนภาพความคาดหวังของประชาชนต่อรัฐบาลชุดใหม่อย่างชัดเจนว่า “ปัญหาปากท้องคือวาระแห่งชาติที่แท้จริง” แต่ละช่วงวัยมีโจทย์ชีวิตต่างกัน วัยทำงานและวัยเกษียณ ต้องการนโยบายเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อความอยู่รอดเฉพาะหน้า ขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ อยากให้มุ่งเน้นไปที่การแก้โครงสร้างระยะยาว ในขณะที่ประเด็นความขัดแย้งหรือโครงสร้างทางการเมืองถูกมองสำคัญเป็นลำดับรอง ส่งสัญญาณชัดว่า รัฐบาลใหม่ไม่มีเวลาฮันนีมูน และจะต้องเร่งดันนโยบายบรรเทาค่า ครองชีพที่เป็นรูปธรรมออกมาเป็น Quick Win ทันที ขณะเดียวกัน ประชาชนส่วนใหญ่ยังยอมรับได้หากต้องกลับไปใช้การเลือกตั้งใหม่เพื่อคลี่คลายปัญหาทางการเมือง สะท้อนว่าทั้ง “ความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ” และ “ความชอบธรรมทางการเมือง” คือ สองเงื่อนไขสำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องตอบประชาชนให้ได้พร้อมๆ กัน เสถียรภาพของรัฐบาลอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับเกมการเมืองในสภาเท่านั้น แต่ถูกแขวนไว้กับผลงานการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นสำคัญ หากสอบตกเรื่องปากท้อง ประชาชนก็ไม่หวาดกลัวความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

 KPI Poll – คลังความคิดจากเสียงประชาชน

เพื่อประชาธิปไตยที่ตั้งอยู่บนความจริง ไม่ใช่ความรู้สึก

รายละเอียดเพิ่มเติมติดตามได้ที่  

https://kpi.ac.th/wp-content/uploads/2026/03/รายงานผล-KPI-Poll-_-12-สำหรับเผยแพร่.pdf

#KPIPoll #KPI #สถาบันพระปกเกล้า

https://www.facebook.com/kpi.ac.th/posts/930895266359662?ref=embed_post

ข่าวล่าสุด

ความจริง เรื่องน้ำมันไทย

น้ำมันดิบที่ขุดได้คือทรัพย์สินของเอกชน ภายใต้ระบบสัมปทาน และพระราชบัญญัติปิโตรเลียม บริษัทเอกชน เขาหอบเงินแสนล้าน มาเสี่ยงลงทุนเอง ถ้าไม่เจอก็เจ๊งเองรัฐไม่ได้ไปควักเนื้อด้วย

เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงสหรัฐฯ โหม่งโลก ขณะร่วมศึกอิหร่าน

เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-135 ลำหนึ่งของสหรัฐฯ เกิดโหม่งโลกในทางตะวันตกของอิรัก

“ผิดพลาดทางทหาร” หลังขีปนาวุธ Tomahawk ถล่มโรงเรียนเด็กหญิงในอิหร่าน

สหรัฐฯ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อเหตุโจมตีด้วยขีปนาวุธ Tomahawk ที่พุ่งเป้าถล่มโรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งในประเทศอิหร่าน ส่งผลให้เด็กนักเรียนเสียชีวิตกว่า 170 ราย

ผู้เชี่ยวชาญเตือน อิสราเอลมีหัวรบนิวเคลียร์ 90 ลูก

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้จุดประเด็นกังวลใหม่เกี่ยวกับคลังอาวุธนิวเคลียร์ของอิสราเอล

ข่าวอื่นๆ

พ.ร.ฎ.เรียกประชุมรัฐสภา 14 มี.ค.2569 เป็นต้นไป

เมื่อวันที่ 11 มี.ค.2569 ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศพระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 มีใจความดังนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8...

เลือกเพื่อไทย ทิ้งกล้าธรรม : เวรกรรมของอนุทิน

มีข่าวแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางว่า การจัดตั้งรัฐบาลลงตัวแล้ว 300 เสียง โดยมีพรรคภูมิใจไทย 193 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง และพรรคเล็กหลายพรรครวมกัน 33 เสียง ด้วยจำนวนเสียง 300 ถือได้ว่าเพียงพอแล้ว

ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2566

ข้อ 129 เป็นข้อกำหนดที่ให้อำนาจ กกต. เพิ่มรหัส, บาร์โค้ด หรือ QR Code ลงบนบัตรเลือกตั้งเพื่อป้องกันการปลอมแปลง