ที่พระเจ้าได้ทรงเลือกมอบให้แก่ครอบครัวและลูกหลานของอับรามฮัม (บิดาของชาวยิว) ซึ่งเป็นความเชื่อทางศาสนา
การมาตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอลในปายและเกาะพงัน ถึงจุดที่รัฐต้องเข้ามาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นพิษสงของสงครามอิหร่าน ยิ่งทำให้คนไทยหวาดกลัวการขยายอำนาจของชาวยิวในไทย
ไทยต้องระวังถูกกลืนดินแดนทางเหนือ ด้วยการปั่นกระแสโดยคนยิวบางคนว่าเป็น “ดินแดนพันธสัญญา” เพื่อดึงคนอิสราเอลหนีสงครามมาตั้งรกรากจนสุ่มเสี่ยงเสียอธิปไตย
ปัญหาการมาตั้งรกรากของชาวต่างชาติอย่างง่ายดาย มีจุดเริ่มต้นจากการที่ไทยปล่อยฟรีวีซ่าในยุคโควิด และแม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นมาก แต่รัฐก็ปล่อยปละละเลยจนทำให้ นทท.ไร้คุณภาพเข้ามาตั้งรกรากและแย่งอาชีพคนไทยจนส่งผลกระทบมากมาย
ในปี 2557 มีต่างชาติ 40 ประเทศ และฮ่องกง 1 เขตปกครองพิเศษ สามารถเข้าไทยได้โดยไม่ต้องมีวีซ่าและอยู่ได้ 30 วันต่อครั้ง และในทางปฏิบัติ ยังมีการจำกัดการอยู่รวม ภายใต้การเข้าแบบยกเว้นวีซ่าไม่เกิน 90 วันภายใน 6 เดือน
ฟรีวีซ่าขยายขอบเขตมากที่สุดในปี 2566 ยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย
15 กรกฎาคม 2567 ไทยประกาศใช้มาตรการใหม่ ให้ผู้ถือพาสปอร์ตจาก 93 ประเทศและดินแดน ได้สิทธิ์ยกเว้นวีซ่า และอยู่ได้ สูงสุด 60 วัน ซึ่งนำไปสู่ความกังวลในการใช้นโยบายดังกล่าวผิดวัตถุประสงค์
ส่งผลให้ชาวต่างชาติบางกลุ่มประเทศอาศัยช่องทางฟรีวีซ่าเข้าออกประเทศ ต่อวีซ่าที่เรียกกันว่า visa run จนกลายเป็นการปักหลักอาศัยอยู่ยาว
โดยรวมจะมีประมาณ 6 กลุ่มใหญ่ ได้แก่
1 รัสเซีย / ยุโรปตะวันออก – ภูเก็ต ชลบุรี สมุย กรุงเทพ
2 อิสราเอล – เกาะพงัน สมุย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน
3 จีน – กรุงเทพ เชียงใหม่ ภูเก็ต
4 อินเดีย – กรุงเทพ ชลบุรี ภูเก็ต
5 ยุโรปตะวันตก – ประจวบคีรีขันธ์ เชียงใหม่ ภูเก็ต สมุย
6 อเมริกา-ออสเตรเลีย – เชียงใหม่ กรุงเทพ ภูเก็ต สมุย
ผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากฟรีวีซ่า
1. สายการบิน 2.บริษัทท่องเที่ยว 3.กิจการท่องเที่ยวโรงแรม
ผู้เสียประโยชน์ คือประเทศและประชาชนทั่วไป เพราะคนไทยถูกแย่งอาชีพ เศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนด้วยคนต่างชาติ เช่น มาเปิดบริษัททัวร์เองโดยอาศัยชื่อคนไทย ได้เงินแล้วก็เอาเงินกลับไปที่ประเทศ ไทยก็รับแต่เศษเงินเพียงเล็กน้อย
การมีต่างชาติมาอยู่มากตั้งตัวเป็นมาเฟีย เช่น ค้ายาเสพติด ฟอกเงิน และค้าประเวณี ที่ก่อเกิดปัญหาตามมาไม่จบสิ้น
ที่กำลังเป็นข่าวครึกโครมที่สุดคือ ล้งมะพร้าวจีน ที่คนจีนให้คนไทยมาเป็นนอมินีตั้งล้งมะพร้าวรับซื้อจากการเกษตรกรลูกละ 2-5 บาท แต่ขายออกลูกละ 35 – 50 บาท เกษตรกรไทยน้ำตาเช็ดหัวเข่า ชาวสวนบางรายถึงกับเผาไร่มะพร้าวทิ้ง กลายเป็นปัญหาศรษฐกิจระดับชาติ
ชาวต่างชาติยังทำให้ราคาบ้านและค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น คนท้องถิ่นเริ่มซื้ออสังหาริมทรัพย์ในบ้านตัวเองไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่รัฐปิดหูปิดตาไม่ตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินที่นำมาซื้อบ้านหรือตั้งกิจการ
การปล่อยให้มีชุมชนต่างชาติและขยายวงมากเกินไป สุ่มเสี่ยงกระทบต่ออธิปไตย เห็นคนไทยใจดียิ่งพยายามมาตั้งรกราก
อาจารย์เคยเห็นภาพวาดรูปขวานทองของไทย แล้วเขียนบนแผนที่ว่า “ดินแดนพันธสัญญา” ในคัมภีร์ศาสนายิวกล่าวว่า ดินแดนพันธสัญญาของชาวยิวคือ ปาเลสไตน์ตามภูมิศาสตร์โลก เป็นดินแดนที่เมื่อชาวยิวปลดเปลื้องตัวเองจากความเป็นทาส อพยพ Exodus ออกจากอียิปต์เพื่อไปหาดินแดนในการตั้งถิ่นฐานที่พระเจ้ามอบให้ ดินแดนนี้เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าพื้นที่หลักอยู่ในและรอบ ๆ กรุงเยรูซาเล็มอันศักดิ์สิทธิ์
แต่เมื่อเห็นคนไทยเป็นมิตรรัฐบาลไม่ระแวงต่อปัญหา ก็เริ่มมีการส่งสัญญาณว่า ขวานทองของไทยคือดินแดนพันธสัญญา จากสัญญาณที่อาจพูดกันเล่นๆ ต่อเมื่อพูดบ่อยเข้าก็อาจเริ่มคิดเป็นจริงเป็นจังได้ จนมีการขยายเผ่าพันธุ์และนำไปสู่การคิดกลืนดินแดนของไทย โดยอ้างความเป็นดินแดนที่พระเจ้ามอบให้ ที่จะนำมาซึ่งการสู้ชิงรบดินแดนแบบที่เกิดขึ้นในปาเลสไตน์
ศูนย์กลางชุมชนต่างชาติในประเทศไทย อันดับหนึ่งคือ ภูเก็ต รองมาคือ ชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี กรุงเทพ และ ประจวบฯ ตามลำดับ
ถิ่นกาขาวในตำนานเกิดขึ้นแล้ว แต่หากรัฐไม่ออกกฎให้รัดกุม ปัญหาจะใหญ่ขึ้นจนยากจะแก้ไข รัฐบาลมาแล้วก็ไป แต่คนไทยและชาติไทยต้องรับผลร้ายถาวร
รัฐบาลต้องหยุดใช้วิธีประเมินผลงานด้านการท่องเที่ยวด้วยตัวเลข โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพนักท่องเที่ยว และผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคมและอธิปไตยอย่างจริงจัง
ไทยยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกสัญชาติ ในฐานะนักท่องเที่ยว ไม่ใช่มาปักหลักอยู่ยาวจนกลายเป็นชนกลุ่มย่อย ยังไม่สายที่จะหันมาแก้ปัญหา เริ่มที่ยกเลิกฟรีวีซ่า และแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นเชิงนโยบาย และคอรัปชั่นในวงราชการ ใครรับส่วยต้องติดคุกสถานเดียว
ไทยแลนด์ คือดินแดนสุวรรณภูมิเป็นที่ตั้งของพระพุทธศาสนา ที่บรรพบุรุษรักษาสืบทอดมาให้เราด้วยชีวิตของท่าน ช่วยกันระวังอย่าให้ดินแดนถูกกลืนเป็นอันขาด
ที่นี่อยู่ไกลจากกรุงเยรูซาเลมคนละทวีป ไม่ใช่ดินแดนแห่งพันธสัญญาแน่นอน
..
อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล



