ในโลกที่ความรักถูกย่อส่วนลงเหลือเพียงการรูดปลายนิ้วไปบนหน้าจอกระจกเย็นเฉียบ…
“แมน” พบว่าตัวเองติดอยู่ในวังวนของแสงสีฟ้าจากสมาร์ทโฟนมาเกือบสามเดือนแล้ว
เขาตกหลุมรักผู้หญิงที่ชื่อ “มล”
ผู้หญิงที่เขาไม่เคยได้ยินเสียงจริง ไม่เคยสัมผัสไออุ่นจากปลายนิ้ว และไม่เคยแม้แต่จะเห็นแววตาของเธอผ่านดวงตาคู่นี้จริงๆ
“วันนี้ท้องฟ้าสีหม่นเหมือนน้ำตาของพระเจ้าเลยนะคะ”
ข้อความสั้นๆ จากเธอเด้งขึ้นมาบนหน้าจอขณะที่มินทร์กำลังนั่งจิบกาแฟขมจัดในคาเฟ่ที่เงียบเหงา
“ผมว่าพระเจ้าแค่กำลังเหงาเหมือนเรา”
เขาพิมพ์ตอบกลับไปแทบจะทันที รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก ความสัมพันธ์ผ่านตัวอักษรของเขาทั้งคู่นั้นงดงามราวกับบทกวีที่ยังเขียนไม่เสร็จ
มล คือความลึกลับที่แสนหวาน เธอฉลาด ช่างสังเกต และดูเหมือนจะรู้จักความโดดเดี่ยวในระดับเดียวกับที่เขารู้จัก
เขาทั้งคู่เจอกันในแอปพลิเคชันเดทที่เน้นการสนทนามากกว่าการโชว์รูปถ่าย
รูปโปรไฟล์ของ”มล“ เป็นเพียงภาพเบลอๆ ของดอกบัวกลางสระน้ำ ส่วนของ “แมน” คือภาพเงาดำที่หันหลังให้แสงอาทิตย์อัสดง
ทั้งสอง ตกลงกันตั้งแต่วันแรกว่าจะไม่ส่งรูปจริงให้กัน ไม่นัดเจอ และไม่พยายามก้าวข้ามเส้นแบ่งของความเป็น “คนแปลกหน้าที่สนิทใจ”
“เรารักกันเพราะเราไม่รู้จักกันจริงๆ นั่นแหละมล”
แมน เคยพูดกับหน้าจอในคืนที่เขารู้สึกเปราะบางที่สุด แต่ความลับมักมีวันหมดอายุ หลังจากสามเดือนของการแลกเปลี่ยนความคิดถึงผ่านสัญญาณดิจิทัล


มล เป็นคนเอ่ยปากเป็นครั้งแรก “แมนคะ… ถึงเวลาหรือยังที่เราจะทำให้ความฝันนี้มีน้ำหนักและตัวตนขึ้นมาจริงๆ?”
พวกเขานัดเจอกันในวันเสาร์ที่กำลังจะมาถึง สถานที่นัดหมายไม่ใช่สวนสาธารณะ หรือโรงภาพยนตร์หรูหรา แต่มลระบุพิกัดที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง…
มันคือศาลาการเปรียญในวัดเก่าแก่แถบชานเมือง
“ฉันมีธุระสำคัญที่ต้องไปทำที่นั่นตอนบ่ายสามโมง ถ้าแมน กล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับความจริง… ไปเจอกันที่นั่นนะคะ”
แมน มองข้อความนั้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ความรื่นรมย์ในใจเริ่มถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบที่ปลายนิ้ว เขาเริ่มสงสัยว่าความหมายของ “ความจริง” ที่มล พูดถึงคืออะไร
และทำไมบทเริ่มต้นของความรักครั้งนี้… ถึงต้องไปตั้งต้นในสถานที่แห่งการจากลา…

เช้าวันเสาร์นั้นอากาศหนักอึ้ง แมน รู้สึกเหมือนกระวนกระวายใจจนแทบทำอะไรไม่ถูก เขามั่นใจว่ามลไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา
ข้อความสุดท้ายของเธอที่ว่า “ไปเห็นความจริงด้วยกัน” วนเวียนอยู่ในหัวเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง
เขาเริ่มคิดไปไกล หรือมลจะเป็น “คนรักเก่าหรือภรรยาเก่า” ของใครบางคนที่เขาเคยมีปัญหาร้ายแรงด้วย?
หรือเธอจะเป็น “นักสืบ” ที่แฝงตัวมาเพื่อขุดคุ้ยอดีตที่เขาซ่อนไว้ในเงามืด?
เขาสวมสูทสีดำเรียบกริบ มันดูสุภาพพอสำหรับทั้งการนัดเดทและการไว้อาลัย
ใจระทึกครึกโครมไปตลอดทาง…!
เมื่อไปถึงวัดป่าทางทิศตะวันตก บรรยากาศเงียบสงัดจนน่าประหลาด มีเพียงเสียงรองเท้าหนังของเขากระทบพื้นหินแกรนิตช้าๆ แมน เดินผ่านเมรุที่ไร้ควันไฟ มุ่งหน้าไปยังศาลาที่ 4 ตามพิกัดที่มลส่งมา
เขาชะงักกับสถานที่ชั่วครู่….
รู้สึกเหมือนมีใครบางคนจับตามองอยู่จากหลังเสาโบสถ์ แต่เมื่อหันไปกลับพบเพียงความว่างเปล่า
“ผมถึงแล้วนะมล” เขาพิมพ์ข้อความลงในแอปฯ มือเขาสั่นอย่างเห็นได้ชัด
”ฉันเห็นแมน ..แล้วค่ะ… แมน ดูดีกว่าที่ฉันจินตนาการไว้เยอะเลย”
ข้อความนั้นทำให้เขาสะดุ้งโหยง เขารีบกวาดสายตาไปรอบศาลาที่มีคนนั่งอยู่ประปราย ทุกคนสวมชุดสีดำและดูโศกเศร้า สายตาของเขาไปหยุดอยู่ที่ผู้หญิงร่างบางคนหนึ่งที่ยืนอยู่หลังพุ่มไม้ใหญ่
เธอสวมหมวกปีกกว้างพร้อมผ้าคลุมหน้าบางๆ สีดำสนิท เธอกำลังจ้องมองมาที่เขาจริงๆ

แมน กำลังจะก้าวเท้าเดินเข้าไปหา แต่จู่ๆ ชายร่างยักษ์ในชุดนอกเครื่องแบบก็เดินเข้ามาขวางหน้าเขาไว้ด้วยท่าทีคุกคาม
“มาทำอะไรที่นี่?” ชายคนนั้นถามด้วยเสียงต่ำลึก แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
“ผม… ผมมาหาเพื่อนครับ” แมนตอบ พยายามมองข้ามไหล่ชายคนนั้นไปหาผู้หญิงในชุดดำคนเดิม แต่เธอกลับหายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่คุ้นเคยจนน่าใจหาย กลิ่นกุหลาบป่าที่ผสมกับกลิ่นยาฆ่าเชื้อ… กลิ่นที่เขาเคยได้ยินมลบรรยายไว้ในแอปฯ ว่าเป็นกลิ่นโปรดของเธอ
“อย่าเพิ่งขยับค่ะแมน…”
ข้อความใหม่เด้งขึ้นมา “ชายคนนั้นคือพี่ชายของฉันเอง เขาค่อนข้างหวงฉันน่ะ… เพราะเขารู้ว่าฉันเสียใจแค่ไหนกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสองปีก่อน แมน จำวันที่เราคุยเรื่อง การทรยศที่เจ็บปวดที่สุด …ได้ไหมคะ?”
แมน รู้สึกเสียวสันหลังวาบ….!!
หรือว่ามล คือคนในอดีตที่เขาเคยทำร้ายจิตใจไว้อย่างรุนแรง?
ความทรงจำเกี่ยวกับผู้หญิงชื่อ “อลิสา” ผุดขึ้นมาสั้นๆ ผู้หญิงที่เขาเคยทิ้งไปในวันที่เธอต้องการเขามากที่สุด และเธอเคยขู่ว่าจะตามหาเขาให้เจอไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
“มล…. คุณคือใครกันแน่?”
แมน พิมพ์ถามด้วยความเครียดที่พุ่งปรี๊ด
ทันใดนั้น เสียงสวดพระอภิธรรมก็เริ่มขึ้นดังกระหึ่มจากภายในศาลา เสียงนั้นบีบคั้นหัวใจจนเขาแทบหายใจไม่ออก คนตัวใหญ่ที่ขวางเขาไว้เดินจากไปอย่างเงียบๆ ทิ้งทางเดินข้างหน้าให้ว่างเปล่า
แมน ก้าวเท้าเข้าไปในศาลาช้าๆ หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองรบ เขาไม่ได้มองไปที่โลงศพที่ตั้งเด่นอยู่กลางห้อง แต่สายตาเขากวาดมองหาผู้หญิงคนนั้น…
ผู้หญิงที่เขารักผ่านตัวอักษร และตอนนี้เธอนั่งอยู่ที่มุมมืดที่สุดของศาลาเพียงลำพัง
เขารี่เข้าไปด้านหลังอย่างเงียบ ๆ จนเกือบชิดเพียงแขกเหรื่อคนเดียวขวางไว้
เธอยังไม่หันมามองเขา แต่เธอกำลังก้มลงมองกระดาษใบหนึ่งในมือ… พลันที่เธอขยับตัวชูขึ้น เขาเห็นรูปถ่ายที่พอจำได้แม่นว่าคือรูปของตัวเขาเองตอนสมัยเรียน!
เขาผงะถอยกลับไปด้านนอกพร้อมกับอีกสองสามคน
แมน หยุดชะงักฝีเท้าอยู่ตรงขอบประตูศาลา แสงไฟนีออนสลัวด้านในตัดกับความมืดครึ้มภายนอกทำให้ทัศนวิสัยพร่าเลือน
ข้อความของมลที่ว่า “เห็นแมนแล้ว” อาจเป็นเพียงการคาดเดาจากรูปร่างหรือเสื้อผ้าที่เขาเคยเปรยไว้ในบทสนทนา หรือไม่… เธอก็อาจซุ่มมองเขาอยู่จากมุมมืดที่เขามองไม่เห็น
“แมนคะ… เข้ามาสิคะ ฉันนั่งอยู่ทางซ้ายมือ ตรงม้านั่งยาวแถวซ้ายสุด”
คราวนี้ เขาเดินเข้าไปอย่างเกร็งๆ กลิ่นธูปหนาทึบและไอเย็นจากแอร์เคลื่อนที่ทำงานหนักจนเกิดเสียงหึ่งๆ กลบเสียงฝีเท้า ทุกคนที่นั่งอยู่ในศาลาต่างก้มหน้าก้มตาอยู่กับความโศกเศร้าของตนเอง
แมน เหลือบมองไปทางซ้ายตามที่เธอบอก เขาเห็นแผ่นหลังของหญิงสาวคนหนึ่งสวมชุดสีดำสนิท ผมยาวประบ่าของเธอถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อย เธอไม่ได้หันมา แต่ท่าทางที่เธอก้มลงอ่านอะไรบางอย่างในมือนั้นดูสงบนิ่งจนน่าขนลุก

ทรุดตัวลงนั่งห่างจากเธอประมาณสองช่วงตัว หัวใจของเขาเต้นโครมครามจนเกรงว่าคนข้างๆ จะได้ยิน เขาพยายามไม่มองเธอตรงๆ แต่ใช้หางตาสำรวจ สิ่งที่เธอถืออยู่ในมือนั้นไม่ใช่รูปถ่ายของเขาอย่างที่เขาตาฝาดไปในตอนแรก แต่มันคือ “แผ่นบัตรงานศพ” ใบเล็กๆ ที่มีรูปใบหน้าของผู้ตายประดับอยู่ด้วย
เขารีบล้วงมือหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา พิมพ์ข้อความสั้นๆ “ผมอยู่ข้างหลังคุณแล้วนะมล”
หญิงสาวคนนั้นนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ไหล่ของเธอจะสั่นน้อยๆ คล้ายกำลังสะอื้นหรือหัวเราะเธอยังไม่ยอมหันกลับมา แต่ข้อความตอบกลับเด้งขึ้นมาแทน
“ขอบคุณที่มานะคะแมน … แมนรู้ไหมคะว่าทำไมฉันถึงเลือกที่นี่? เพราะคนในโลงศพนั่นคือ “เหตุผล” ที่ทำให้เราสองคนต้องมาเจอกันในแอปฯ วันนั้น”
แมน…. เย็นวาบไปทั้งสันหลัง เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองไปยังหน้าโลงศพที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางศาลาเป็นครั้งแรก
รูปภาพชายหนุ่มในกรอบไม้สีขาวที่ตั้งอยู่หน้าพวงหรีดนับร้อยนั้นคือ “ภาส” เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่แมนเคยทรยศด้วยการแย่งคนรักของเขาไปเมื่อหลายปีก่อน และภาสเพิ่งเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุอย่างกะทันหันเมื่อสามวันก่อน
“มล… คุณเกี่ยวข้องอะไรกับภาส?”
แมนกระซิบเบาๆ กับความว่างเปล่าข้างตัว
“ฉันคือคนที่ภาสรักที่สุด… และฉันคือคนที่ภาสเล่าเรื่อง “เพื่อนรักที่หักหลังเขา” ให้ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนเขาจะสิ้นใจ”
แมน รู้สึกเหมือนอากาศในศาลาสวดศพ ถูกสูบออกไปจนหมด เขาจำได้ว่ามล เคยบอกว่าเธอมีบาดแผลจากการถูกทรยศ แตเขาไม่เคยเฉลียวใจเลยว่าผู้ชายที่โดนหักหลังคนนั้นคือเพื่อนรักของเขาเอง หญิงสาวคนข้างๆ ค่อยๆ ขยับตัว เธอเริ่มหันหน้ามามาช้าๆ แมนกลั้นหายใจ เตรียมรับแรงปะทะของความจริงที่เขากลัวที่สุด… ว่ามลอาจจะเป็น “ผู้หญิงคนนั้น” ที่เขาเคยแย่งมาจากภาส !
แต่ก่อนที่เธอจะหันมาสบตา เสียงสัปเหร่อก็ประกาศให้ทุกคนลุกขึ้นยืนเพื่อเมื่อพระสวดบทสุดท้าย
แมนถูกกลุ่มคนที่ลุกขึ้นยืนบังทัศนียภาพจนมิด เมื่อแขกมางานขยับขยาย หญิงสาวคนนั้นก็อันตรธานหายไปเสียแล้ว ทิ้งไว้เพียงสมาร์ทโฟนเครื่องหนึ่งที่วางคว่ำหน้าอยู่บนที่นั่งของเธอ
บนหน้าจอที่สว่างวาบขึ้นมา มีข้อความสุดท้ายที่ทำให้น้ำตาของเขาร่วงหล่น
“ไปที่โลงศพสิคะแมน…. ไปดู “ของขวัญ” ที่ฉันกับภาสเตรียมไว้ให้คุณ”
แมน หยุดยืนอยู่หน้าช่องกระจกเล็กๆ ของโลงศพสีขาวมุก กลิ่นธูปที่คละคลุ้งและเสียงเครื่องทำความเย็นที่ทำงานหึ่งๆ กลบทุกสรรพเสียงรอบข้างจนเขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถูกบีบให้เหลือเพียงเขาและร่างที่นอนนิ่งอยู่เบื้องหลังกระจกหนา
นัยน์ตาของแมน เบิกกว้างเมื่อเห็นใบหน้าของผู้ตายชัดๆ เป็นครั้งแรก… “ภาส” ….
เพื่อนสนิทที่เขาทรยศอย่างเลือดเย็นด้วยการแย่งชิงคนรักไปเมื่อหลายปีก่อน ภาสนอนอยู่ตรงนั้นในชุดสูทสีเข้มที่ดูดีกว่าครั้งสุดท้ายที่เขาเห็น มือที่ประสานกันบนหน้าอกกุม “พวงมาลัยดอกมะลิสีขาว” ไว้หนึ่งพวง แต่มันไม่ใช่พวงมาลัยธรรมดา เพราะในใจกลางพวงมะลินั้นมี “สมาร์ทโฟน” เครื่องหนึ่งวางคว่ำหน้าอยู่
ติ๊ด…
โทรศัพท์ในมือของแมน สั่นสะเทือน ข้อความสุดท้ายจากเด้งขึ้นมา:
“แมน คะ… ถึงเวลาที่ความลับต้องสิ้นสุดแล้ว หันกลับมามองฉันเป็นครั้งสุดท้ายสิคะ”
แมน หันหลังกลับไปมองยังศาลาที่ตอนนี้ว่างเปล่าไร้แขกเหรื่อร่วมงาน แสงสว่างจากไฟฟ้าชายศาลาพลบค่ำ ลอดผ่านช่องหน้าต่างกระจก ส่องลงไปยังม้านั่งแถวหน้าสุด
ที่นั่น… เขาเห็นหญิงสาวคนหนึ่งในชุดสีขาวบริสุทธิ์นั่งอยู่อย่างสงบ เธอซีดเซียวและงดงามราวกับภาพวาดที่สลักขึ้นจากความโศกเศร้า เธอไม่ได้มีท่าทีโกรธเคือง แต่แววตาที่จ้องมองมานั้นกลับว่างเปล่าจนน่าใจหาย

เธอลุกขึ้นยืนช้าๆ…….!!
วางโทรศัพท์ของเธอทิ้งไว้บนม้านั่ง ก่อนจะเดินหายลับไปในเงามืดของประตูศาลาโดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว
ทิ้งให้แมนยืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน
เขาเดินตรงไปยังม้านั่งตัวนั้น หยิบโทรศัพท์ที่เธอบรรจงวางทิ้งไว้ขึ้นมา บนหน้าจอที่ยังสว่างวาบเป็นสีฟ้าหม่นนั้นเปิดหน้าแชทของเราค้างไว้
มีข้อความเพียงประโยคเดียวที่ถูกพิมพ์ทิ้งไว้ด้วยอักษรตัวหนา
“ฉันรักแมนในโทรศัพท์ มากพอๆ กับที่ฉันเกลียดแมน….ในความจริง ! ”
“ชัยทัศน์”



