อาคารห้องเช่าเก่าสองชั้นตั้งอยู่ริมถนนแคบ ๆ ที่แทบไม่มีรถผ่านในเวลากลางคืน
ฝั่งตรงข้ามถนนคือสุสานเก่าแก่ที่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นหลุมศพในเวลากลางวัน แต่พอความมืดคลี่ตัวลง เงาของกิ่งไม้กลับทอดยาวคลุมแผ่นหินเหนือหลุมศพราวกับมือดำ ๆ ที่ยื่นขึ้นมาจากใต้ดิน
ลมกลางคืนพัดเอากลิ่นดินชื้นและกลิ่นใบไม้ผุพังลอยข้ามถนนมาเป็นระยะ ทำให้บรรยากาศรอบตึกเงียบงันอย่างประหลาด
หนุ่มใหญ่เพิ่งย้ายมาเช่าห้องที่นี่ได้ไม่นาน ห้องเล็ก ๆ ชั้นสองมีหน้าต่างหันออกไปทางสุสานพอดี เหตุผลเดียวที่เขาเลือกที่นี่ก็เพราะความเงียบ เพราะช่วงนี้เขาต้องเขียนนวนิยายให้จบ และการเขียนของเขามักลากยาวไปจนดึกดื่นเสมอ

คืนนั้นเขานั่งอยู่ที่โต๊ะไม้เก่าข้างหน้าต่าง โคมไฟเล็กบนโต๊ะให้แสงสีเหลืองซีดพอเห็นตัวหนังสือบนกระดาษ เสียงปากกาขูดผ่านกระดาษดังเบา ๆ ท่ามกลางความเงียบของอาคารที่เหมือนหลับสนิทไปแล้วทั้งหลัง
นาฬิกาบนผนังเดินผ่านเที่ยงคืนไปนาน จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางเดินหน้าห้อง
มันเป็นเสียงประตูห้องเปิดออกอย่างช้า ๆ
วางปากกาเงยหน้าขึ้นโดยไม่ตั้งใจ และเมื่อมองผ่านหน้าต่างลงไปข้างล่าง เห็นชายคนหนึ่งเดินออกจากตึก ชายคนนั้นเป็นคนที่พักอยู่ห้องติดกับเขา เคยเดินผ่านกันตามทางเดินบ้าง แต่ทั้งสองไม่เคยพูดคุยกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ชายคนนั้นเดินออกนอกอาคารอย่างเงียบเชียบ สวมเสื้อคลุมสีเข้มที่ทำให้รูปร่างของเขาดูกลืนไปกับความมืด หยุดยืนอยู่หน้าตึกครู่หนึ่งเหมือนกำลังฟังอะไรบางอย่าง เหลียวซ้ายเหลียวขวา ก่อนจะก้าวข้ามถนนไปยังสุสานฝั่งตรงข้าม
หนุ่มใหญ่มองตามไปโดยไม่รู้ตัว !

เงาของชายคนนั้นเคลื่อนผ่านระหว่างแถวหลุมศพอย่างช้า ๆ ก่อนจะหายเข้าไปในความมืดใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
หลังจากนั้นถนนก็กลับมาเงียบอีกครั้ง เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เขานั่งมองออกไปทางสุสานอยู่นานกว่าที่คิด ก่อนจะหันกลับมาที่โต๊ะแล้วก้มลงทำงานต่อ เสียงปากกากลับมาขีดเขียนกระดาษอีกครั้ง
แต่ในหัวของเขากลับเริ่มคิดถึงคำถามหนึ่งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ชายห้องติดกันออกไปทำอะไรในสุสานตอนดึกแบบนั้น และที่สำคัญกว่านั้น ….
เขาจะกลับมาตอนไหน ?
คืนต่อมา….
ความเงียบของอาคารดูหนักอึ้งกว่าคืนก่อนอย่างประหลาด ลมพัดผ่านยอดไม้ในสุสานจนใบแห้งเสียดสีกันเป็นเสียงครืดคราดแผ่ว ๆ คล้ายเสียงบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่หลังความมืด กลิ่นดินชื้นลอยมาตามลมเป็นระยะ ราวกับพื้นดินฝั่งนั้นเพิ่งถูกเปิดออกไม่นาน เขานั่งอยู่ข้างหน้าต่างตามปกติ สายตาเหลือบมองออกไปยังถนนว่างเปล่าเป็นครั้งคราว จนกระทั่งเสียงประตูห้องข้าง ๆ เปิดขึ้นอีกครั้ง …!
เขาสดุ้ง…เงยหน้าทันทีแล้วลุกแง้มประตูแอบมอง เห็นชายคนนั้นเดินออกจากห้องอย่างระมัดระวังเหมือนคืนก่อน…
ประตูถูกปิดเบามากจนแทบไม่ได้ยินเสียง จากนั้นชายคนนั้นก็ก้าวลงบันไดช้า ๆ แล้วข้ามถนนไปยังสุสานโดยไม่หันกลับมามองด้านหลังเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เขายืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ความสงสัยที่สะสมมาตั้งแต่เมื่อคืนเหมือนจะดึงเขาให้ลุกขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ไม่นาน…เขาตัดสินใจลงไปชั้นล่าง ถนนกลางคืนเย็นและว่างเปล่า ลมพัดเอากลิ่นดินกับกลิ่นหญ้าเปียกมาตามพื้นดิน ข้ามถนนอย่างเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะหยุดอยู่ตรงรั้วเหล็กเก่าของสุสาน
ประตูรั้วถูกเปิดแง้มไว้เล็กน้อยเหมือนมีใครเพิ่งผ่านเข้าไปไม่นาน เขาดันมันออกอย่างระมัดระวัง บานพับส่งเสียงเอี๊ยดเบา ๆ ก่อนจะหยุดนิ่งเหมือนกลืนเสียงนั้นลงไปในความมืด
ด้านในสุสานมืดกว่าที่เห็นจากถนนมาก เงาของต้นไม้ใหญ่ทับซ้อนกันจนแทบมองไม่เห็นทางเดิน หลุมศพหินสีซีดเรียงตัวอยู่เงียบ ๆ ท่ามกลางดินชื้นและหญ้าที่ขึ้นกระจัดกระจาย
เดินไปตามทางแคบ ๆ ระหว่างแถวหลุมศพอย่างระวังทุกก้าว จนในที่สุดก็เห็นเงาคนอยู่ข้างหน้า ชายห้องติดกันกำลังก้มตัวอยู่ใกล้หลุมศพหนึ่งหลุม แสงจันทร์ที่ลอดผ่านกิ่งไม้ส่องให้เห็นการเคลื่อนไหวของแขนเขาเป็นระยะ แล้วเสียงโลหะกระทบหินก็ดังขึ้นเบา ๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอเหมือนคนกำลังแซะบางอย่างออกจากพื้นดิน…

เขาหยุดอยู่หลังต้นไม้ใหญ่และมองภาพนั้นอย่างไม่กระพริบตา ใจระทึก…!
ชายคนนั้นกำลังใช้เหล็กยาวงัดดินบริเวณขอบหลุมศพ ดินชื้นถูกแซะขึ้นทีละน้อยเหมือนมีบางอย่างถูกฝังอยู่ข้างใต้ ไม่นานนักชายคนนั้นก็หยุดมือแล้วก้มลงใกล้พื้นดินมากขึ้นเหมือนกำลังดึงอะไรบางอย่างออกมา
เงาดำยาว ๆ ค่อย ๆ โผล่ขึ้นจากพื้นดินชื้น ก่อนที่เขาจะยกมันขึ้นช้า ๆ ในแสงจันทร์ซีด ๆ วัตถุนั้นดูเหมือนแท่งโลหะยาวปลายแหลม คล้ายเหล็กที่ถูกดึงออกมาจากรั้วสุสานเก่า
เขากำลังจะถอยหลังกลับอย่างเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เท้ากลับเหยียบกิ่งไม้แห้งโดยไม่ทันระวัง เสียงหักดังเป๊าะในความเงียบของสุสาน ชายคนนั้นหยุดนิ่งทันที ก่อนจะหันขวับมาทางเงามืดที่เขายืนอยู่
เหล็กแหลมในมือสะท้อนแสงจันทร์วาบขึ้นมา
ดวงตาของชายคนนั้นจ้องตรงมายังที่ซ่อนของเขาอย่างไม่พลาด แล้วร่างในเสื้อคลุมสีเข้มก็เริ่มก้าวตรงมาช้า ๆ
ระหว่างแถวหลุมศพเหมือนคนที่รู้แน่แล้วว่ามีใครบางคนกำลังแอบดูอยู่ในความมืด
เขากลั้นหายใจ…!

ความเงียบในสุสานหนาแน่นขึ้นทันทีที่ชายคนนั้นหันขวับมา ลมที่พัดอยู่เมื่อครู่เหมือนหยุดนิ่งในชั่วขณะเดียวกัน เงาของต้นไม้ใหญ่แกว่งไหวช้า ๆ บนพื้นดินชื้น แสงจันทร์ลอดผ่านกิ่งไม้ลงมาเป็นริ้วซีด ๆ พอให้เห็นเงาร่างของเขากำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ทีละก้าว ทีละก้าว อย่างช้า ๆ
ชายหนุ่มถอยหลังโดยแทบไม่รู้ตัว รองเท้ากระทบดินนุ่ม ๆ จนรู้สึกถึงความชื้นที่ซึมผ่านพื้นรองเท้า กลิ่นดินเก่ากับกลิ่นหญ้าเน่าลอยขึ้นมาแรงขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนพื้นดินแถวนี้เพิ่งถูกเปิดออกไม่นาน
ชายคนนั้นยังถือเหล็กแหลมอยู่ในมือ …..!
เขาเดินเข้ามาช้า ๆ อย่างระมัดระวัง เหมือนกำลังพยายามมองให้ชัดว่าใครกำลังยืนอยู่ในเงามืด ชายหนุ่มหยุดอยู่หลังแผ่นหินหลุมศพที่สูงถึงเอว หัวใจเต้นดังจนแทบกลัวว่าคนตรงหน้าจะได้ยิน จากตรงนั้นเขาเห็นบางอย่างอยู่ข้างหลุมศพที่ชายคนนั้นเพิ่งยืนอยู่ ดินตรงนั้นถูกแซะขึ้นเป็นกองเล็ก ๆ เหมือนเพิ่งมีใครขุดมันขึ้นมาใหม่ ใกล้กันมีถุงผ้าสีหม่นวางอยู่บนพื้น ปากถุงเปิดอ้าเล็กน้อย ในแสงจันทร์ซีด ๆ
เขาอ้าปากค้างก่อนจะหยุดเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจ….!
หนุ่มใหญ่มองเห็นวัตถุแข็งยื่นออกมาจากปากถุง มันมีลักษณะยาว เรียว และซีดจนดูคล้ายกระดูกนิ้วมือของใครสักคนที่ถูกดึงออกมาจากใต้ดิน
ลมพัดผ่านสุสานอีกระลอก ถุงผ้าขยับเบา ๆ เหมือนมีบางอย่างอยู่ข้างใน และกลิ่นดินชื้นที่ลอยมากับลมก็เริ่มปนกลิ่นคาวจาง ๆ ที่ทำให้ลมหายใจของเขาสะดุด ความคิดหนึ่งแล่นผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็ว
บางทีชายห้องติดกันอาจไม่ได้แค่มาเดินเล่นในสุสานตอนกลางคืน
บางทีเขาอาจกำลังขุดบางอย่างที่ถูกฝังไว้ หรือบางอย่างที่ไม่ควรถูกพบเห็น…!

ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังจ้องอยู่ …
เสียงเหล็กกระทบดินก็ดังขึ้นอีกครั้ง ชายคนนั้นหันกลับไปที่หลุมศพเดิมแล้วเริ่มงัดดินต่อ เสียงโลหะกระแทกพื้นดังเป็นจังหวะช้า ๆ กึก…กึก…กึก… ราวกับกำลังพยายามงัดสิ่งที่ฝังแน่นอยู่ใต้ดินให้หลุดขึ้นมา
แสงจันทร์ส่องให้เห็นแผ่นหินเหนือหลุมศพนั้นชัดขึ้น
ตัวอักษรเก่าที่สลักไว้แทบอ่านไม่ออกแล้ว แต่ตัวเลขปีหนึ่งยังพอมองเห็นได้เลือนราง เป็นปีที่ห่างจากปัจจุบันไปหลายสิบปี และดินรอบแผ่นหินนั้นดูใหม่กว่าหลุมศพอื่นอย่างผิดสังเกต เหมือนมันเคยถูกเปิดขึ้นไม่นานมานี้
ทันใดนั้นชายคนนั้นก็หยุดมือ …..
เขายืนนิ่งเหมือนกำลังฟังอะไรบางอย่างจากใต้พื้นดิน ลมพัดผ่านต้นไม้จนใบไม้เสียดสีกันเป็นเสียงซ่าเบา ๆ แล้วเขาก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเขากวาดมองไปในความมืดอย่างช้า ๆ ก่อนจะหยุดตรงตำแหน่งที่ชายหนุ่มยืนซ่อนอยู่ คราวนี้แววตานั้นไม่ใช่แค่ความสงสัยอีกต่อไป มันเหมือนคนที่รู้แน่แล้วว่ามีใครบางคนกำลังเฝ้ามองอยู่
มือของชายคนนั้นกระชับเหล็กแหลมแน่นขึ้น
เขาก้าวออกจากหลุมศพแล้วเดินตรงมา ระหว่างแถวหินที่เรียงรายเหมือนเงาของผู้ตายที่กำลังมองดูเหตุการณ์ในความมืด
ชายหนุ่มรู้สึกว่าระยะห่างระหว่างชายคนนั้นกำลังสั้นลงทีละนิด จนแทบไม่มีทางหลบหนีไปได้อีกต่อไป
ชายคนนั้นก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าวระหว่างแถวหลุมศพ แสงจันทร์ซีด ๆ ลอดผ่านกิ่งไม้เหนือศีรษะลงมาสะท้อนปลายเหล็กแหลมในมือของเขาเป็นระยะ
ลมกลางคืนพัดผ่านสุสานจนใบไม้เสียดสีกันเป็นเสียงแผ่วคล้ายเสียงกระซิบของคนจำนวนมากที่มองดูเหตุการณ์อยู่ในความมืด ชายหนุ่มถอยหลังอย่างระวัง แต่ส้นรองเท้ากลับชนขอบแผ่นหินหลุมศพจนร่างเสียหลัก
ชายคนนั้นพุ่งเข้ามาทันทีอย่างไม่ลังเล มือที่ถือเหล็กแหลมเหวี่ยงลงมารวดเร็วเหมือนตั้งใจจะปักมันลงตรงหน้าอกของคนตรงหน้าโดยไม่ให้มีโอกาสหนี

ชายหนุ่มคว้าเหล็กเส้นสั้น ๆ ที่หล่นอยู่ใกล้รั้วขึ้นมาโดยสัญชาตญาณก่อนที่เหล็กแหลมจะพุ่งเข้ามา เสียงโลหะกระแทกกันดังแหลมสะท้อนในความเงียบของสุสาน
แขนของเขาชาไปทั้งท่อนจากแรงปะทะ ชายคนนั้นไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว เขาเพียงผลักดันเข้ามาอย่างดุดัน เหล็กแหลมแทงเข้าหาอีกครั้งจนชายหนุ่มต้องปัดมันออกอย่างหวุดหวิด
ทั้งสองคนหมุนตัวไปมาระหว่างแถวหลุมศพ
ดินชื้นกระเด็นขึ้นทุกครั้งที่รองเท้ากระแทกลงกับพื้น เสียงโลหะกระแทกหินหลุมศพดังสะท้อนเป็นจังหวะสั้น ๆ ในความมืด
ลมหายใจของทั้งสองหนักขึ้นเรื่อย ๆ เหล็กแหลมเฉียดหน้าอกของชายหนุ่มไปเพียงเสี้ยว ก่อนจะปักลงกับดิน เขาพยายามผลักอีกฝ่ายออกไป แต่ชายคนนั้นกลับพุ่งเข้ามาอีกครั้งอย่างไม่ลดละ ราวกับไม่ยอมให้ใครที่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสุสานแห่งนี้หลุดออกไปได้
ชายหนุ่มถอยหลังอย่างไม่ทันระวัง เท้าไปสะดุดก้อนดินที่ถูกแซะขึ้นข้างหลุมศพจนร่างล้มลงไปด้านหลัง พื้นดินชื้นเย็นกระแทกหลังอย่างแรง
ชายคนนั้นยกเหล็กแหลมขึ้นเหนือศีรษะแล้วพุ่งลงมาอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มพยายามยกแขนขึ้นป้องกัน แต่ปลายเหล็กกลับแทงทะลุเข้ามาทันที

แผ่นอกรองรับอาวุธเหล็กจนสดุ้งทั้งตัว….
สายตาพร่าพราย ความรู้สึกหมุนติ้วแล้วจางหายทอดยาวไปแสนไกล ความเจ็บปวดแล่นวาบผ่านร่างเหมือนไฟลุก ลมหายใจสะดุด มือเริ่มอ่อนแรง
โลกทั้งใบเหมือนหมุนช้าลง แสงจันทร์เหนือสุสานพร่าเลือน เงาของต้นไม้ไหวซ้อนกันเหนือหลุมศพเหมือนเงาของผู้ตายจำนวนมากกำลังยืนมองอยู่
ไม่นานร่างของเขาก็นิ่งฟุบลงตรงหน้าหลุมศพเก่านั้น
เช้าวันนั้นตำรวจตรวจศพเขาในสุสานฝั่งตรงข้ามอาคารห้องเช่า ร่างฟุบอยู่หน้าหลุมศพเก่า มีเหล็กแหลมยาวปักทะลุหน้าอก เลือดซึมลงในดินชื้นรอบตัว …
ไม่พบร่องรอยการต่อสู้ พื้นดินรอบศพยังคงเรียบสงบ ไม่มีร่องรอยเท้าซ้อนกัน ไม่มีรอยลากของร่างคนสองคน

เหมือนกับว่ามีเพียงชายคนเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสุสานเมื่อคืน
ตำรวจตรวจห้องพักของเขาที่เช่าเพียงรายเดียว บนโต๊ะไม้เก่ามีกระดาษบันทึกแล้วเป็นกองวางอยู่ ปากกาวางทับแผ่นสุดท้ายเขียนด้วยลายมือที่เริ่มสั่นอย่างเห็นได้ชัด
“….ทันทีที่มันเห็นผม หน้ามันทมึงทึงเดินเข้ามาหาพร้อมเหล็กแหลมยาวที่ถอดจากรั้วเตี้ย ๆ ผมไม่มีทางหลีกเลี่ยงจึงต้องเข้าต่อสู้ด้วย…
โอ๊ย ยย..
มันแทงผม แทงผม…”
“ชัยทัศน์”



