หน้าแรกเรื่องสั้นเรื่องสั้น “คืนฝนตก”

เรื่องสั้น “คืนฝนตก”

เผยแพร่

spot_img

 ฝนเพิ่งซา ชายหนุ่มผลักประตูไม้เก่าของร้านกาแฟ เสียงกระดิ่งดังแผ่ว ๆ 

                             น้ำจากร่มหยดลงพื้นไม้เป็นทาง

กลิ่นฝนปนกลิ่นไม้เก่าลอยเข้าจมูก

                            ชายชราเจ้าของร้านยืนใกล้ประตู  ก้มหัวให้ก่อนผายมือไปทางเก้าอี้

                            ชายหนุ่มชงักกวาดตามองรอบร้านว่างเปล่า มีเพียงเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งริมหน้าต่างที่ยังคงตั้งตรงสง่าเหมือนรอใคร

                            เดินเข้าไปช้า ๆ 

                             แล้วลากเก้าอี้ออกนั่ง   เสียงไม้เสียดพื้นดังเอี๊ยด ก้องกังวานในความเงียบ

                             ทันทีที่เขาสัมผัสเบาะ ไฟในร้านกระพริบ ลมพัดแรงจนหน้าต่างกระแทกผนัง  เถาวัลย์นอกหน้าต่างสะบัดเหมือนมีมือใครเขย่า

                             เงยหน้าขึ้น   สดุ้งเห็นเธอนั่งตรงข้าม

ผมยาวเปียกชุ่มหยดน้ำลงบนโต๊ะ  กลิ่นฝนติดตัว เธอมีผิวขาวซีดจนเกือบโปร่งแสง   ริมฝีปากยกยิ้มบาง ๆ

                     เขาเอะใจ….เธอเข้ามายามไหน !

                          “ฉันไม่เคยออกจากร้านนี้เลย” 

เธอพูดเหมือนรู้ว่าเขาคิดอะไร

          เขาสะดุดจนสดุ้ง ราวกับอากาศในร้านเย็นลงทันที

                           เลือดในกายเหมือนหยุดไหล มือชื้นเหงื่อ กระดูกสันหลังเย็นวาบ

                           กลืนน้ำลายแห้ง ๆ หัวใจเต้นแรงจนเหมือนจะทะลุอก

                           ขนลุกชันทั่วสารพางกาย  รีบจับแขนสองข้าง ลูบไล้ใบหน้าตัวเอง

        …เขายังเป็นผู้คนมีชีวิตปกติ ?  

แล้วเธอ…?

                          เธอเอียงคอ ดวงตาดำลึกจนเห็นเงาตัวเองสะท้อน

ริมฝีปากขยับอีกครั้ง เสียงแทบไม่ออก แต่เขาได้ยินชัด

                       “เก้าอี้ตัวนั้นไม่ชอบว่างนาน วันนี้มันเลือกคุณแล้ว”

                          ชายหนุ่มตัวแข็ง ขยับเก้าอี้จะหนี….!

 แต่เหมือนแรงดึงบางอย่างคอยรั้ง ให้ขยับลำบากจนไม่อยากลุก…!

                        สาวคนนี้เป็นใคร ยามสบตาพาขวัญผวา

                     “ถ้าอย่างนั้น  ผมลุกออกไป  ทุกอย่างก็คงจบใช่ไหม !“ เขาพูดออกมาอย่างยากลำบาก

                       เธอส่ายหน้า ผมเปียกสะบัดใส่โต๊ะเหมือนน้ำเย็นสาด

                     “ถ้าคุณลุก…เก้าอี้มันจะหาคนใหม่ทันที   แล้วคุณ…คุณก็จะอยู่ตรงนี้ตลอดไป  เหมือนใครอีกหลายคน

                      คุณเข้าใจฉันพูดไหม ?“

                     ถ้อยคำเสียดแทงเหมือนกำลังนำพาไปบนทางสายเปลี่ยว

                      ความเงียบกดดันจนหูอื้อ  เขาคิดกลับไปกลับมาอย่างรวดเร็ว แต่คิดไม่ออก    ไม่กล้าสบดวงตาที่คมวาวคู่นั้น ที่เหมือนจะค้นหรือกระชากตัวเขาออกไปเดี๋ยวนี้

         เขาพยายามกลืนน้ำลาย แต่คอแห้งผาก 

                  “คุณเป็นใครกันแน่…?“

เขาอยากถามแต่มันกลายเป็นเสียงกระซิบ

          เธอก้มหน้าพึมพำเหมือนได้ยินเขา  น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนโต๊ะมเหมือนจะได้ยินจากจิตวิญญาณ

                  “ฉันก็เหมือนคุณ…. ครั้งแรกก็บอกตัวเองว่าจะลุกออกไป ……,

                   แต่สุดท้าย…ฉันนั่งต่อ จนไม่รู้ว่าออกไปได้ยังไงแล้ว”

           ชายหนุ่มตกใจ… ใช่แน่ ..เธอคงเป็น…?

          และเขาก็คง…..ผมบนศีรษะลุกชันด้วยความกลัว

                   ไฟดับสนิท เหลือเพียงแสงวาบจากฟ้าแลบ

เขาเห็นเงาคนจำนวนมากนั่งเรียงเต็มร้าน แต่ละคนหน้าซีดเหมือนรูปถ่ายเก่า

                    ดวงตาทุกคู่หันมาจ้องเขา…!!

หัวใจเต้นแรง ใบหูร้อนระอุ  

                   ชายตาไปรอบ ๆ ด้วยใจระทึก

  ทันทีนั้น เหมือนมีคนจ้องรอบ ๆ ตัว จนเหลียวกลับไปมาแล้วอ้าปาก

                  “พวกเขา…เป็นใคร”    ชายหนุ่มเสียงสั่น

                    เธอค่อย ๆ ชี้นิ้วรอบ ๆ ร้านกาแฟ และหยุดที่เบาะใต้ตัวเขา

                  “คนที่เคยนั่งตรงนี้ก่อนคุณ…และทุกคนยังนั่งอยู่ แม้ตัวจะไม่อยู่แล้ว”

         คราวนี้ เขาเผลอจับเก้าอี้แน่นจนเล็บจิกไม้  และอยากรั้งไว้กับที่

                  “ไม่…ไม่…ผมจะไม่ติดอยู่ที่นี่!”

                    หญิงสาวโน้มตัวมาใกล้  จนเขาได้กลิ่นดอกไม้แห้งปนดินชื้นแฉะ

                    เสียงเธอกระซิบชิดหู…..

                   “ถ้าไม่อยากติด…ก็หาคนมาแทนคุณซี  ง่ายใช่ไหม

แต่ไม่มีทาง……

                     เพราะคุณเลือกที่จะนั่งเก้าอี้ตัวนี้อยู่ก่อน…!

คุณต้องนั่งต่อไป….ไม่มีทางออกไปไหนได้…“

                     เสียงหญิงสาวหัวเราะโหยหวล  ภาพข้างหน้าคนชัดแล้วพล่าเบลอเหมือนเงาของวิญญาณที่ดุร้ายหมายชีวิตทุกคน

        เขาตกใจสุดขีด  ก้มมองตัวเองอย่างพรั่นพรึง  มือเท้าอ่อนระโหยโรยแรง

       เขา…เขา ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่…หรือว่า…เขา !!

                     ใจหาย อ่อนระโหยโรยแรง…

เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้น ประตูเปิด….

                    เขาตกใจจนสดุุ้ง…!

                    เด็กหนุ่มสวมเสื้อกันฝนวิ่งมาหยุดหน้าประตู

มองเข้ามาข้างใน…แล้วเดินเข้ามาช้า ๆ …..กลิ่นดินและเหงื่อสดชื่นติดตัว

                   ใบหน้าเหนื่อยล้า แววตาไร้เดียงสา

                  “ร้านปิดหรือยังครับ?”

           หญิงสาวยิ้มกว้างขึ้นจนเห็นฟันขาวซีด

                  “ยัง…มีที่นั่งว่างอยู่พอดี”

           ชายหนุ่มยังตื่นตระหนก เหลือบมองหน้าเธอ   อยากจะถาม

ดวงตาเธอเป็นประกายเหมือนรอคำถาม……

          เหมือนเธอพร้อมจะตอบ 

และเหมือนบังคับให้เขาทำตามสิ่งนั้น…..

                   เขาเงียบงันอยู่ชั่วครู่ ….

          ก่อนดันเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออกช้า ๆ

          เสียงไม้เสียดพื้นดังแหลมเหมือนเสียงร้อง

                “เชิญนั่ง” 

เขาพูดเสียงเรียบผสมสั่นเครือ

เด็กหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ก่อนทรุดตัวลง   เก้าอี้ดังเอี๊ยดพอดี

หลอดไฟกระพริบอีกครั้ง….

                   เมื่อไฟนิ่ง-หญิงสาวหายไปแล้ว…!

                   บนโต๊ะมีสมุดปกหนังเก่าเปิดค้างอยู่

ข้อความใหม่เพิ่งปรากฏด้วยหมึกดำสด

                “ทุกครั้งที่เก้าอี้ว่าง มันต้องมีคนมาแทน…คืนนี้ไม่ว่างอีกต่อไป”

                    ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนนิ่ง เงามืดของร้านสลัว มุมปากยกยิ้มจาง

                    แต่บนพื้น…เงาของเขา….ยังคงนั่งอยู่ตรงเก้าอี้ตัวนั้น

                    เก้าอี้อีกตัวค่อย ๆ ขยับเอง    เหมือนเชื้อเชิญใครอีกคน

                    ประตูไม้ยังเปิดค้าง รอให้ใครสักคนเดินเข้ามา

                    เสียงลมพัด กลิ่นไม้เก่า และกลิ่นดินเปียกปนดอกไม้แห้ง

                    หญิงสาวปรากฏตัวอีกครั้งมุมห้อง  ด้วยหน้าตาน่ากลัว    

เหมือนสิงสถิตเฝ้าร้านนี้มานานชั่วนาตาปี 

                    จ้องทุกคนแล้วเดินเข้ามาช้า ๆ

                   ขณะชายหนุ่มเงียบขรึม …ยืนโอนเอนด้วยความกลัว..ดวงตาแดงก่ำขยับเดินเข้าไปหาอย่างยากลำบาก   

เหมือนอยู่ในภาวะสาวกเข้ามาในโลกที่น่ากลัวแล้ว

                   เด็กหนุ่มมาใหม่หน้าตาซีดเซียวลุกขึ้นทันที  ขยับตามเหมือนว่านอนสอนง่าย ….เดินโซเซไปหาทีละนิด

                   ทุกคนเหมือนล้อมวงมองตากัน   พลันหันไปข้างหลัง ก่อนจะร้องขึ้นเสียงหลง

                  ชายชราเจ้าของร้านขยับออกมายืนทะมึน

จ้องตามหลังสามคนที่วิ่งหนีออกไปอย่างไม่คิดชีวิต

ข่าวล่าสุด

“โดรน” เปลี่ยนโลก !  จากเทคโนโลยีพลเรือน สู่ขีดความสามารถความมั่นคง   ที่ไทยต้อง “ใช้ให้เป็น-ป้องกันให้ทัน !”

“โดรน” ไม่ใช่เพียงอุปกรณ์ถ่ายภาพหรือเครื่องมือเกษตรอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญทั้งในเศรษฐกิจ การกู้ภัย การรักษาความปลอดภัย และสนามรบ

อนุทิน บิน 3 ประเทศ เปิดประตูโลก…แล้วไทยได้อะไรกลับบ้าน ?

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีกำหนดเดินทางระหว่างวันที่ 20-27 กันยายน 2569 เยือนญี่ปุ่น เข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 หรือ UNGA81 (United Nations General Assembly) ที่นครนิวยอร์ก และต่อไปยังสหราชอาณาจักร

“ท่วม” หรือ “แล้ง” ยังเป็นภัยเงียบ ?   พายุเงียบในอ่างเก็บน้ำ ! เมื่อ “80%” ต้องไม่กลายเป็นกับดัก

กรมชลประทานประเมินว่า ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 อ่างเก็บน้ำทั่วประเทศอาจมีน้ำประมาณ 61,064 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือราว 80% ของความจุอ่าง

“พระมหากษัตริย์นักพัฒนา“  สดุดีพระเกียรติคุณเกริกไกร ยูเนสโกยกย่อง “ร.9” บุคคลสำคัญของโลก

ปวงชนชาวไทยต่างแซ่ซ้องสรรเสริญ เมื่อองค์การยูเนสโก (UNESCO) มีมติประกาศยกย่องพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นบุคคลสำคัญของโลก

ข่าวอื่นๆ

เรื่องสั้น  “น้ำใจบนทางเปลี่ยว”

หนุ่มใหญ่กัดริมฝีปากจนห้อเลือด มือขวากำพวงมาลัยรถเก๋งเก่าๆ ไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ส่วนมือซ้ายวางพาดอยู่บนขอบประตูรถ แสงจากฟ้าแลบสะท้อนให้เห็น "รอยแผลเป็นทางยาวตรงข้อมือซ้าย" มันขรุขระและลึกหนา ดูเป็นตำหนิที่น่าเกลียดที่สุดบนร่างกายของเขา

เรื่องสั้น  “ปริศนา ห้องริมสุด”

เงียบสงัดของเวลาใกล้รุ่งที่ความมืดเริ่มจางหายไปภายใต้เงาเมฆหนาครึ้มฝน เขาควรจะจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราให้นานกว่านี้กลับสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยสัมผัสประหลาดที่กรีดผ่านความรู้สึก แอร์ในห้องยังคงทำงานส่งเสียงครางหึ่งเบา ๆ ทว่าอากาศรอบกายกลับเย็นเยียบผิดปกติจนรู้สึกได้ถึงไอหนาวที่ลามเลียไปตามแนวกระดูกสันหลัง

 เรื่องสั้น   “คืน…ฝนตก”  | “ชัยทัศน์”

เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มก่อนจะสำลักไอเสียออกมาเป็นจังหวะสุดท้ายแล้วดับสนิทลง ท่ามกลางเสียงคำรามของท้องฟ้ากัมปนาททั่วหุบเขา “เอก” ทุบพวงมาลัยด้วยความโมโห เข็มความร้อนของรถคันเก่งพุ่งสูงจนมิดเกจ์แดงฉานเหมือนคำเตือนจากนรก